เร่งผลิต พัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษา สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

เร่งผลิต พัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษา สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

img-slide

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ติดตามผลการดำเนินงานการปฏิรูปการอาชีวศึกษา ในประเด็นหลักที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งรัดให้เห็นผลโดยด่วนนั้น พบว่า ทุกโครงการดำเนินการได้ดี

โดยในด้านการผลิต พัฒนากำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สอศ. มีแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี ที่ชัดเจน พร้อมขอให้เพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นความจำเป็นของประเทศ ให้นำเสียงสะท้อนจากผู้ใช้กำลังคนมาปรับปรุงการหลักสูตรและการผลิตกำลังคนให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เร่งรณรงค์เพิ่มผู้เรียนในโครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ หรืออาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสได้กลับเข้ามาเรียนในระบบ ซึ่งขณะนี้ยังมีที่รองรับนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมโครงการฯได้อีก โดยมุ่งเป้าหมายไปยังผู้เรียนบางกลุ่ม บางพื้นที่ ผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และองค์การบริหารส่วนตำบล  ส่วนโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคี เน้นย้ำเพิ่มสถานประกอบการที่มีคุณภาพมาตรฐานมาร่วมจัดเพิ่มขึ้น เร่งเพิ่มจำนวนผู้เรียนในระบบทวิภาคี ทั้งในวิทยาลัยของรัฐและเอกชน

นอกจากนี้ รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้เร่งใช้ประโยชน์จากโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา หรือ Excellent Center และ ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ Center of Vocational Manpower Networking Management (CVM)ในทุกที่ ทั้งการผลิตนักศึกษา ฝึกอบรมและพัฒนากำลังคน ในสาขานั้นๆ

ส่วนโครงการเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farmer ได้ปรับปรุงการเรียนการสอนในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นผู้เรียนให้มีความสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการและลดต้นทุนการผลิต ให้มีการพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่ได้ดำเนินการไว้พร้อมเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการแนะแนวให้เห็นความสำคัญของการเรียนสายอาชีพให้มากยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์



คะแนนโหวต :