ดีเดย์ 1 ม.ค.70 “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” 17-45 บาททุกสาย

pic

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่รัดตัวและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่กลืนกินรายได้ของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างหนัก แต่ล่าสุดคนกรุงเทพฯและปริมณฑล จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลง เมื่อ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าในวันที่ 1 มกราคม 2570 จะเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ “มาตรการตั๋วร่วม” ของรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสาย

หัวใจสำคัญของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ที่เพดานของค่าโดยสารที่ไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยกเลิกการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เมื่อเดินทางข้ามสาย ข้ามสีและข้ามผู้ให้บริการ ซึ่งจะครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อให้มาตรการนี้เป็นไปอย่างราบรื่น มีสัญญาณความร่วมจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่พร้อมจะโอนย้ายการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง ให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อปลดล็อกพันธนาการด้านสัมปทาน และบูรณาการการบริหารแบบเบ็ดเสร็จนั่นเอง

มาตรการตั๋วร่วมของรถไฟฟ้าถือเป็นความพยายามของภาครัฐในการลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น แต่หลายฝ่ายก็ตั้งคำถามว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้อย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียง “ภาระทางการคลังในระยะยาว” ที่รัฐต้องแบกรับในอนาคตหรือไม่ 

สำหรับการตรึงเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน คือ “ส่วนต่างราคา” ที่กระทรวงคมนาคมประเมินว่า รัฐจะต้องใช้เงินอุดหนุนส่วนต่างราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี โดยในช่วงแรกที่กลไกกองทุนตั๋วร่วมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ รัฐบาลจำเป็นต้องเสนอขออนุมัติ “งบกลาง” มาสำรองจ่ายเป็นการชั่วคราวแบบปีต่อปี และเพื่อลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินโดยตรง รัฐบาลได้เร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. ... เพื่อเป็นฐานกฎหมายในการจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินหมุนเวียนในการชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารและบริหารจัดการรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ในขณะที่หลายฝ่ายจะตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่หากมองในเชิงบวก แม้รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยปีละหลายพันล้านบาท แต่นโยบายนี้ถูกประเมินว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (Economic Return) มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งจากการลดเวลาเดินทาง การลดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การลดมลพิษทางอากาศ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่พื้นที่ปริมณฑล ขณะเดียวกันกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ก็จะยังคงได้รับสิทธิลดหย่อนราคาพิเศษตามเดิม หรือสามารถเลือกใช้สิทธิ์ตามมาตรการ 45 บาทได้ตามความคุ้มค่าของแต่ละบุคคล

การผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 17–45 บาท” ที่กำลังจะเคาะฤกษ์ดีในวันที่ 1 มกราคม 2570 นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ โดยนโยบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยทลายกำแพง “ค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน” และขจัดภาระค่าครองชีพของคนเมือง แต่ยังเป็นการวางรากฐานการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานระบบรางให้เป็นหนึ่งเดียว ผ่านการรวบรวมอำนาจการบริหารจัดการและการบูรณาการระบบชำระเงินแบบไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่ยั่งยืนของนโยบายนี้ ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ “วันเปิดตัว” แต่วัดกันที่ “ความยั่งยืนทางการคลัง” ในระยะยาว และที่สำคัญจะเป็นบททดสอบของรัฐบาลว่า การลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ประโยชน์ทางสังคม” ของประชาชน และ “วินัยทางการเงินการคลัง” ของประเทศ โดยไม่ทิ้งภาระหนี้ก้อนโตไว้ให้แก่รัฐบาลในอนาคต.

ที่มา : NBT CONNEXT

 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar