
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วง 8-9 วันที่ผ่านมา พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วเกือบ 20,000 ล้านบาท และจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจนภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า จะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและความคึกคักทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ นำเงินไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ เช่นเดียวกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่พบการจับจ่ายส่วนใหญ่ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคภายในพื้นที่ ซึ่งเป็นร้านค้าระดับหมู่บ้าน ตำบล จึงประเมินผลของทั้งสองโครงการ จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 0.6-0.8 พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนะให้ภาครัฐ ดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนหรือร้านค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายธนวรรธน์ ยังมองแนวโน้มการผลักดันจีดีพีไทยให้เติบโต ว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันปรับลดลง จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตร้อยละ 2 ประกอบกับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน หรือการปรับโครงสร้างพลังงานตามพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท มีโอกาสที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตร้อยละ 2-2.5 ได้/พนิตนาฎ ขวัญแสนสุข สวท
ที่มา : NBT CONNEXT