
นักวิชาการ หนุน ทบทวนเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประเด็นการทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ย้ำว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้การช่วยเหลือของภาครัฐมีความแม่นยำ และตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะควรยึดเจตนารมณ์หลักของโครงการ ที่ตั้งใจ ช่วยเหลือผู้ที่มีความเดือดร้อนทางการเงินจริง หรือ เป็นผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในโครงการมาจากภาษีของประชาชนและการกู้เงินของภาครัฐ ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาระหนี้ที่คนรุ่นต่อไปต้องรับผิดชอบ โดยปัจจุบัน ประเทศไทย มีภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง และรายได้ภาษียังไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของภาครัฐ ดังนั้นทุกเม็ดเงินที่นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนควรตกถึงกลุ่มที่มีความจำเป็นจริง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับประเด็นการใช้สถานะหนี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการคัดกรองนั้น มองว่า ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ที่มีหนี้ทุกคนเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือสมควรได้รับสวัสดิการ แต่หนี้สินสามารถเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับแหล่งที่มาของหนี้และความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม การที่สังคมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของโครงการฯ ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ โดยรัฐบาล ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำข้อเสนอแนะที่มีเหตุผลไปใช้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเป็นธรรมมาก
ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว โดยผลสำรวจจากประชาชน ส่วนใหญ่ วางแผนใช้สิทธิ์เต็มจำนวน และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งโครงการดังกล่าว ครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก ทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมกันราว 40 ล้านคน หรือ คิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินจากภาครัฐถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นโครงการ พบว่า มีการใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน แบ่งเป็นเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐประมาณ 40,000 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนควักจ่ายเพิ่มเติมจากกำลังซื้อของตนเองอีกกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ที่กระทบกำลังซื้อ ตลอดจนส่งผลดีต่อร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จะยังไม่ใช่สัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอาจช่วยเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ 0.4-0.6% โดยปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง หลัง GDP ขยายตัวจาก 1.8% ในไตรมาส 3 ปี 2568 เพิ่มเป็น 2.5% ในไตรมาส 4 และ 2.8% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นสัญญาณว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว หากไม่มีปัจจัยลบเข้ามาเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 มีโอกาสขยายตัวในกรอบ 2-2.5%”
ส่วนกรณีมีร้านบุฟเฟ่ต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ออกมาเปิดเผยว่ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งผลกระทบต่อร้าน มองว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากมาตรการเพิ่งดำเนินการในช่วงแรก และพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนยังอยู่ระหว่างการปรับตัว ซึ่งในระยะสั้นอาจมีผู้บริโภคบางส่วนปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย หันไปเลือกสินค้าหรืออาหารที่มีราคาถูกลงตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรง หรือกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม พร้อมมองว่าหากเม็ดเงินจากมาตรการกว่า 170,000 ล้านบาทเริ่มหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงเดือนต่อ ๆ ไป กำลังซื้อของประชาชนอาจเพิ่มขึ้นและส่งผลดีต่อภาคธุรกิจในภาพรวม/อโนชา อู่สุวรรณ nbt
ที่มา : NBT CONNEXT