ครม. เคาะ เยียวยาด่วน! เข็น “ไทยช่วยไทย พลัส” อุ้มกลุ่มเปราะบาง-กระตุ้นกำลังซื้อ ฝ่าวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างเร่งด่วน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยรัฐบาลได้จัดสรรแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เพื่อป้องกันการหดตัวของเศรษฐกิจและการว่างงานในระยะสั้น  โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 มาตรการหลัก ดังนี้

        1. มาตรการอัดฉีดสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (ดูแลกลุ่มเปราะบาง) ครม. อนุมัติงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยจำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย อย่างต่อเนื่องตลอดปีงบประมาณ 2569 สิทธิประโยชน์เดิมคงอยู่ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค, ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม, ค่าเดินทางสาธารณะ, ค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำประปา และเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมสำหรับคนพิการ เพิ่มวงเงินพิเศษ อนุมัติเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน) ระยะเวลา 4 เดือน (มิถุนายน – กันยายน 2569) หมายเหตุ วงเงินเดือนต่อเดือน ไม่สะสมไปเดือนถัดไป แผนงานถัดไป กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองคุณสมบัติ พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทยเชิงรุก สำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่นเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

        2. โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” (กระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชน) มาตรการร่วมจ่าย (Co-pay) ระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันและสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ร้านค้ารายย่อย โดยรัฐสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตราร้อยละ 60 และประชาชนจ่ายเองร้อยละ 40

        คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ สัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน มีบัตรประชาชน ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พ.ค. 2569) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ทุกเฟส จำกัดไม่เกิน 30 ล้านคน รัฐช่วยจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน รวมสูงสุด 1,000 บาท/คน/เดือน (ไม่ทบยอดในเดือนถัดไป) รวมตลอดโครงการสูงสุด 4,000 บาท แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (สำหรับประชาชน) และ “ถุงเงิน” (สำหรับร้านค้า)

        วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ร้านค้าเดิม (จากคนละครึ่ง พลัส) ยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ "ถุงเงิน" ได้ทันที

        วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ร้านค้าใหม่ ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา

        วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) เปิดลงทะเบียนประชาชน (จำกัด 30 ล้านสิทธิ์ หรือจนกว่าจะปิดระบบในวันสุดท้าย) วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) ช่วงเวลาใช้สิทธิโครงการ สำหรับการซื้อสินค้า/บริการจากร้านค้าที่เข้าร่วม วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.) เปิดใช้สิทธิผ่าน Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติผ่านแอปฯ "เป๋าตัง"

        นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จะได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการบริหารธุรกิจ โดยมีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกฟรี เช่น การบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่องหมุนเวียน การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าขาย

        มาตรการทั้งหมดนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการประคับประคองสภาพคล่องทางเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายท่ามกลางวิกฤตพลังงานได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีระบบฐานข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : NBT CONNEXT


image รูปภาพ
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar