
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ถูกสื่อต่างประเทศมองว่าไทยเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ขณะที่หน่วยงานระดับโลก อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยภายใน 5 ปีข้างหน้า จะขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละ 3 ซึ่งถือว่าหลุดเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เคยวางไว้ที่ร้อยละ 5 เพื่อยกระดับสู่ประเทศพัฒนาแล้ว
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ และจะถูกทิ้งให้รั้งท้ายในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาจึงต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
1.โครงสร้างประชากร ที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลโดยตรงต่อการขาดแคลนกำลังแรงงานในระบบการผลิต
2.โครงสร้างตลาดการค้า เปลี่ยนจากการพึ่งพิงตลาดในประเทศที่เล็กลงไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าสู่ตลาดอาเซียน และกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)
3.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้าน STEM ที่ไทยขาดแคลนอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI หรือระบบดิจิทัลระดับสูงได้
4.การปรับตัวของอุตสาหกรรม ผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อาหารแห่งอนาคต และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม นายธนวรรธน์ มองว่า ไทยยังมีเสน่ห์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ส่งผลให้ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและ Data Center พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าและประปาที่เข้มแข็ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นความหวังสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามาเพื่อ “รีเซ็ต” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากภาวะซึมตัวได้ในระยะยาวหากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจากรัฐบาลชุดใหม่/ปฏิพล สัทธพรมมา สวท.
ที่มา : NBT CONNEXT