![]()
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการดำเนินงาน “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของประชาชนและภาคการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มจากการใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนและภาคเกษตร เพื่อสร้างรายได้เสริมและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
นอกจากนโยบายเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลยังผลักดันนโยบาย “สังคมคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงผลการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงพลังงาน ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ดังนี้
1. การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายภาคประชาชน
เดินหน้า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน และ โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร กว่า 1,200 ระบบทั่วประเทศ
ส่งเสริม โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อให้ประชาชนและวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เพิ่ม
ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์
เร่งอนุมัติการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนหลักของ กฟผ. ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์
2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อภาคอุตสาหกรรม
เร่งดำเนินโครงการ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง 2,000 เมกะวัตต์
พัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
3. การสร้างความยั่งยืนระยะยาว มุ่งสู่ Net Zero 2050
จัดทำ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด
เริ่มโครงการ ดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) คาดเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2577 และสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้กว่า 6.4 ล้านตันต่อปีภายในระยะเวลา 30 ปี
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เริ่มดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านราคาพลังงานแล้ว อาทิ
คงราคาก๊าซ LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคม 2568
ปรับลดเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ต่อลิตร และขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันลดราคาเบนซินลง 50 สตางค์ต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลลดเหลือ 31.44 บาทต่อลิตร และเบนซินทุกชนิดลดลงตามลำดับ
ด้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าประจำงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 มีโอกาส “ตรึง” ไว้ในระดับใกล้เคียงปัจจุบันที่ 3.94 บาทต่อหน่วย ตามนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล
การขับเคลื่อนนโยบายพลังงานในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการลงทุนกว่า 700,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง อีกทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาเศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 เรื่อง “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” โดยเน้นย้ำว่า การ “รีเซ็ตประเทศ” ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่คือการปรับ “วิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ” ของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ และเทคโนโลยี AI
ในด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง ด้วยการจัดตั้ง ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ผลักดันพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร รวมถึงเตรียมออกกฎหมายสำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว สร้างความยั่งยืนและอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทย
ที่มา : กรมประชาสัมพันธ์