
ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของไทยอย่างเป็นทางการแล้วกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กับภารกิจที่ท้าทายรออยู่เบื้องหน้า ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และปมความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่ออาสาเข้ามาทำหน้าที่ แม้จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศเพียง 4-6 เดือน แต่ก็ถูกคาดหวังจากประชาชน และภาคเอกชนว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา จะสางปัญหาเรื่องปากท้องประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแรกที่ “รัฐบาลอนุทิน” ได้แย้มออกมา คือโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะถูกกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง เพราะถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Quick Win ที่สามารถช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภาคเอกชน แม้จะยังรอ “ครม.อนุทิน 1” ว่า ใครจะมานั่งรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ได้ฝากการบ้านให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว และปลุกภาคการเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซัน ที่กำลังจะใกล้มาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดย “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ในระยะเวลาจำกัดในการบริหารประเทศ รัฐบาลชุดใหม่ ควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้า โดยได้เสนอ “มาตรการ 4 ข้อ” เพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วน และสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี ได้แก่
• เร่งบรรเทาลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการ
• ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ผ่านการเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสียให้กับผู้ประกอบการ
• เร่งรัดการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และตลาดสำคัญทั่วโลก เพื่อไม่ให้การค้าสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
• เร่งปรับปรุงระบบธุรกิจ และภาษี ให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
ด้าน “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์วิทยากรเศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะการแก้ไขในระยะสั้น ซึ่งหากรัฐบาลใหม่ สามารถฟื้นเศรษฐกิจให้ปรับไปในทิศทางบวกได้ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ขณะที่ภาคประชาชน ก็จะมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น
“ธนวรรธน์” ยังย้ำว่า หากรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นไปตามที่มีกระแสข่าว เชื่อว่า ทุกคนจะยอมรับได้ แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ 2 เรื่อง คือ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และทำตามสัญญาทางการเมือง ซึ่งหากการเมืองนิ่ง นโยบายสำคัญๆของรัฐบาลจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภา และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก็จะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง
การรับช่วงต่อในการบริหารประเทศ ของ “รัฐบาลอนุทิน” แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ภาคเอกชนและประชาชน เริ่มเห็นด้วยกับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะนำกลับมาใช้ เพราะเชื่อว่า นี่จะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ และการจับจ่ายภายในประเทศที่เร็วที่สุด ขณะที่ “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง เผยถึงความพร้อมโครงการ “คนละครึ่ง” ว่า สามารถดำเนินงานได้ทันที รอเพียงรายละเอียดของโครงการและความชัดเจนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย, สัดส่วนการร่วมจ่าย, ประเภทสินค้า และวงเงินใช้จ่ายรายวัน โดยโครงการนี้ จะยังคงใช้แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” เช่นเดิม
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้ฝากถึงการกระตุ้นภาคการเมืองเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีน ที่หดหายไปเป็นจำนวนมาก และในระยะเวลาที่ “รัฐบาลอนุทิน” เข้ามาบริหารประเทศ เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย หรือไฮซีซัน จึงฝากให้รัฐบาลชุดใหม่ แสดงฝีมือ กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ให้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขบริหารประเทศ ภายใน 4-6 เดือน แม้ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ และทุกคนก็รู้ว่า ปลายทางคือการเลือกตั้งใหม่ ทำให้นักลงทุนบางรายรอดูสถานการณ์ว่า การเมืองไทยภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะไปในทิศทางใด และนิ่งพอที่จะทำให้เขามั่นใจและสนใจเข้ามาลงทุนหรือไม่ และที่สำคัญ หากรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ สามารถสร้างผลงานได้เข้าตาประชาชน นอกจากจะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้ว ยังส่งผลถึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า รัฐบาลชุดนี้ จะได้รับความไว้วางใจ ให้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่
ที่มา : NBT CONNEXT