
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย โดยเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่งและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่ “การค้า” แต่ต้องไปสู่ “การลงทุนร่วมเทคโนโลยี มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค” ซึ่งเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่ 1. ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก 2. โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน 3. การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล 4. พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ได้แก่ 1. MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia) 2. MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia) 3. MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 4. MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย และเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk เป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการเงินไทยในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียนใน 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือความท้าทายของโลก ได้แก่ 1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง 2. การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน 3. การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน