
ครม. เห็นชอบแผนปราบปรามยาเสพติดลุ่มน้ำโขง ผนึก 6 ประเทศ–UNODC สกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ
วันที่ 3 พ.ย. 69 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Sub-regional Action Plan for Drug Control: SAP) ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นสารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด การติดตามเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา ตลอดจนการบำบัดรักษาและพัฒนาอาชีพทางเลือก โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แผนดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร เนื่องจากปัญหายาเสพติดข้ามชาติไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นตั้งแต่แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายทางการเงิน
แผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) โดยประเทศไทยเข้าร่วมความร่วมมือตั้งแต่ปี 2536 และมีการปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายตัวของยาเสพติดสังเคราะห์ การลักลอบนำเข้าสารตั้งต้น และการใช้เทคโนโลยีในการกระทำความผิด
สำหรับแผนปฏิบัติการฉบับนี้ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านยาเสพติดและสุขภาพ มุ่งยกระดับการป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ติดเมทแอมเฟตามีน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิธีการรักษา รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก 2. ด้านความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ สกัดกั้นยาเสพติดสังเคราะห์ สารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า ตลอดจนการสืบสวนทางการเงิน ติดตามเส้นทางเงิน อายัดและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงปราบปรามการค้ายาผ่านช่องทางออนไลน์
3. ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พัฒนากลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานกลาง ผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดียาเสพติดข้ามพรมแดน และ 4. ด้านการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ที่ถูกกฎหมายให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการปลูกพืชเสพติด สนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางเลือก การสร้างตลาดรองรับสินค้า การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น เพื่อลดปัจจัยที่นำไปสู่การผลิตยาเสพติดในระยะยาว
นอกจากนี้ แผนยังให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งสารเคมีที่มีความเสี่ยงถูกนำไปใช้ผลิตยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (New Psychoactive Substances: NPS) และการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมุ่งพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างประเทศให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการ ทั้งการสกัดกั้นยาเสพติดสังเคราะห์ การลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติด และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก โดยการดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ คำนึงถึงอธิปไตย เขตอำนาจรัฐ และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศไทย
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมร่วมให้การรับรองแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ผ่านลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) จัดทำหนังสือแจ้งการรับรองแผนไปยัง UNODC เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป โดยรัฐบาลมุ่งเดินหน้าสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ตัดเส้นทางลำเลียงและเครือข่ายทางการเงิน ควบคู่กับการบำบัดรักษาและสร้างโอกาสทางอาชีพให้ประชาชน เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชนและสังคมไทย
#ยาเสพติดข้ามชาติ #บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด #อุดรธานี #ครมสัญจร #กรมประชาสัมพันธ์ #PRD1ขอนแก่น #สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่1