<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ขยายผล IOC สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/799</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/799" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[แนวฝนตกหนักมากขยับ!วันนี้ อุตรดิตถ์  สุโขทัย ตาก พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักมาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า น้ำล้นตลิ่ง]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/533448</link>
<guid isPermaLink="false">87d81fdff7cc45125d15af374aecf788</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 09:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F20%2Fb8ac9f92dd95fd42dc1ef79dd6dbb226.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนภัย ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน เป็น ฉบับที่ 10&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>

<p>วันที่&nbsp;20 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยยังมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่งในภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก&nbsp;จุดที่ต้องจับตาคือ ภาคเหนือ เพราะเมื่อเทียบกับเมื่อวาน พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักมากขยับจากภาคเหนือตอนบนมาเป็นภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ขณะที่แม่ฮ่องสอนยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงฝนหนักมาก ส่วน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ และกำแพงเพชร ยังมีฝนตกหนัก</p>

<p>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จุดเสี่ยงฝนหนักมากอยู่ที่ เลย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม ภาคกลางที่ กาญจนบุรี และภาคตะวันออกที่ ตราด&nbsp;สาเหตุจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ต้องระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ เชิงเขา ใกล้ลำน้ำ และพื้นที่ลุ่ม</p>

<p>ด้านทะเล อันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 2&ndash;3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองสูงมากกว่า 3 เมตร และเรือเล็กบริเวณอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง/จันทิมา&nbsp; ศิลชาติ NBT&nbsp;</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608200c5c14a3e150f6f947be1adcb6060cff095340.jpg' type='image/jpg' length='134441' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สทนช. ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/533438</link>
<guid isPermaLink="false">3c0111c3346f898887de0c3ad9c87e04</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F20%2F5db580841071eca66744d1203554deb3.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เปิดเผยว่า จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา มีร่องและความกดอากาศพาดผ่านส่งผลให้พื้นที่ภาคเหนือเกิดฝนตกหนัก คล้ายปรากฏการณ์ Rain Bomb ทำให้เกิดน้ำหลากอย่างรวดเร็ว&nbsp; โดยเฉพาะอำเภอปัว จังหวัดน่าน แม้ขณะนี้ระดับน้ำที่อำเภอปัวจะลดลงแล้ว แต่มวลน้ำไหลลงมาเพิ่มที่อำเภอท่าวังผา และเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองน่าน ได้รับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี ให้เร่งช่วยเหลือและดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด&nbsp; นอกจากจังหวัดน่านแล้ว ยังมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อำเภอปงและอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมถึงจังหวัดแพร่&nbsp;เพราะมวลน้ำจะไหลผ่านลงสู่แม่น้ำยม&nbsp; สทนช. ได้ระบายน้ำที่เขื่อนสิริกิติ์ และเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ไว้แล้ว&nbsp; สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในช่วงวันที่ 22-24 สิงหาคม ร่องมรสุมมีแนวโน้มพาดผ่านประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว ส่งผลให้ภาคเหนือยังคงมีฝนตกในบางพื้นที่ รวมถึงอาจมีมวลน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ไหลเข้าสู่แม่น้ำสายหลักและแม่น้ำระหว่างประเทศ สทนช. จึงประสานคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)&nbsp;&nbsp;เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และติดตามสถานการณ์น้ำระหว่างประเทศ เพื่อประเมินปริมาณน้ำไหลเข้า ปริมาณน้ำกักเก็บ และปริมาณน้ำที่ระบายออก นำข้อมูลมาวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า</p>

<p>รองเลขาธิการ สทนช. ยังกล่าวว่า จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจัดตั้งวอร์รูมติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพัฒนาและนำเทคโนโลยีเรดาร์และข้อมูลดาวเทียมมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย/พนิตนาฏ ขวัญแสนสุข&nbsp; สวท.</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260820743383bbb9f67d3750f3156279183428094552.jpg' type='image/jpg' length='160781' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รมว.ท่องเที่ยวฯ ระบุ สภาพัฒน์ฯ รายงาน ครม.ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างสรุปเงื่อนไขโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” คาดเงินสะพัด 5,000 ล้านบาท เชื่อ ดึงนักท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้ายขยับขึ้น]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/532795</link>
<guid isPermaLink="false">e54cc64a9acd33b249143a38e9514261</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F18%2F2a2ef14a5c70e53ca4020f18de3cfb06.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่องความคืบหน้าโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือใน ครม.&nbsp; แต่ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้รายงานในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ในที่ประชุม ครม.ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่าง การสรุปเงื่อนไขของการใช้เงิน ในโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ตามที่ได้วางกรอบเอาไว้ โดยจะพิจารณาให้สมบูรณ์รอบด้าน ยืนยันว่า รับฟังความเห็นจากสมาคมโรงแรม ที่ต้องการให้การดำเนินการดังกล่าวได้ทัน ภายในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้เรื่องของแผนการใช้เงิน รวมถึงระยะเวลาดำเนินโครงการ&nbsp; ดังนั้น จะพยายามที่จะทำให้ทันภายในเดือนกันยายนนี้</p>

<p>สำหรับงบประมาณที่คาดว่า จะใช้ดำเนินโครงการนี้ ในเฟสแรกนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท หากโครงการประสบความสำเร็จจะพิจารณาในเฟสต่อไป เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ&nbsp; ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภายในประเทศ ด้านการท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง ในจำนวนนี้มีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดลง 2-3% แต่หลังจากวิกฤตสงครามพลังงานมีตัวเลขที่ขยับขึ้น&nbsp; โดยกระทรวงการท่องเที่ยวคาดการณ์ตัวเลขในภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่กว่า33 ล้านคน&nbsp; และเชื่อว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น รวมถึงจะมีการเปิดสายการบินใหม่ จากประเทศต่างๆ จึงคาดว่า จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น</p>

<p>ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส จะกระตุ้นเงินหมุนเวียนในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน&nbsp; ซึ่งนายสุรศักดิ์ คาดว่า จะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป&nbsp; โดยในภาคบริการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว จะได้รับการกระตุ้นอย่างทั่วถึง/วรภัทร ภัททิยากุล nbt</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260818354568007fa35717f14e5f540e253d4c153953.jpg' type='image/jpg' length='94821' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พลพีร์ กำชับ จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรคนจนให้ทันสิ้นเดือนสิงหาคม นี้]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/532789</link>
<guid isPermaLink="false">1edc54b31e71d0a1b8ee2c1e4695ac08</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F18%2Fcc48acc40a26aee3ef5cd52601ef8b6a.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>พลพีร์ กำชับ จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรคนจนให้ทันสิ้นเดือนสิงหาคม นี้ พร้อมสั่งกรมการปกครอง ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยรวบรวมข้อมูลข้อติดขัดช่วยประชาชนยื่นอุทธรณ์</p>

<p>นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่นที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ประชาชนที่ขอยื่นอุทธรณ์ สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ ซึ่งขณะนี้พบว่า มีประชาชนบางส่วนตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองแล้วพบว่า ไม่ได้รับสิทธิ์ จึงไม่ขอเข้ามายื่นอุทธรณ์ เพราะรู้ตัวว่าในบางหัวข้อไม่เข้าข่าย หรือ ไม่รู้ว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่ไหน จึงได้สั่งการกรมการปกครอง และผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน และหากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะ ก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่ รวมถึงให้เก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้กับประชาชนในการยื่นอุทธรณ์ ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือ มีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลัง หรือ กระทรวงพาณิชย์ เช็คเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน&nbsp;ขณะที่ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึง มีเสียงเรียกร้องว่า การเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะควรจะบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางพื้นที่ประชาชนต้องเดินทางไปกลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งมีความลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ไปสำรวจได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่า จะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะหมดเขตในสิ้นเดือนสิงหาคม นี้</p>

<p>ส่วนจะเร่งรัดเรื่องนี้อย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ตัวเองไปตรงไหน ก็เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสั่งการให้จังหวัดช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะจะหมดเขตสิ้นเดือนสิงหาคมนี้แล้ว และจะต้องยื่นเอกสารให้ทัน 20 กันยายนนี้ ซึ่งทุกพื้นที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในมืออยู่แล้ว ก็ให้ลงไปหาประชาชน เพราะรัฐบาลไม่ได้มีกรอบกำหนดจำนวนผู้จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ขอให้เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง/ภัทราพร มาละโส nbt</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260818b5b2271928883b817d6ae0cd5bcbae3b153418.jpg' type='image/jpg' length='204854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ล่าสุดมีผู้ถือบัตรรายใหม่ยืนยันตัวตนแล้วกว่าร้อยละ 76 ขณะที่ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 4.4 ล้านราย เตือนกลุ่มที่เหลือเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนด]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/532106</link>
<guid isPermaLink="false">aacdc3f2db91afda146ad2c968a231b4</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 09:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F16%2Fca16c6d01ac86b3ab91e65ee5c71814e.png&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 76 เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนอีกประมาณ 8 แสนคน ซึ่งกลุ่มนี้ต้องเร่งยืนยันตัวตนเพื่อเตรียมรับสิทธิ์ ที่จะเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้</p>

<p>สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ขณะนี้ มีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 4.4 ล้านคน แต่ยังเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นทบทวนสิทธิอีกราว 4.9 ล้านคน จึงขอย้ำเตือนให้รีบดำเนินการยื่นทบทวนสิทธิให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง/&nbsp;นภสร แก้วคำ สวท.</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260817a9350bde171c807793b803e69f1e1122093400.jpg' type='image/jpg' length='118909' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน – 1 ปี]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/531291</link>
<guid isPermaLink="false">2d6877b937b74bb1d03d91e79b78dbc3</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F13%2Fa64ffea503b50df8b3211e3abc4955c6.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&nbsp;โดยจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่</p>

<p>1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ</p>

<p>2. ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร</p>

<p>3. ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย</p>

<p>4. ด้านการค้าระหว่างประเทศ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะทำงานคือ การจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน &ndash; 1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2 &ndash; 4 ปี โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการ และผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)</p>

<p>นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ</p>

<p>ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก</p>

<p>นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย</p>

<p>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้นำเสนอมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว &ldquo;เมืองน่าเที่ยว&rdquo; หรือเมืองรอง ที่มีมากกว่า 50 จังหวัด และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ยั่งยืนให้เข้าถึงระดับชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปของเงินสนับสนุน (Payment) เน้นสนับสนุนภาคบริการอื่นๆ นอกเหนือจากค่าอาหาร ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มดำเนินการให้ทันในช่วง &ldquo;กรีนซีซั่น&rdquo; (Green Season) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ&nbsp;อีกทั้งยังได้นำเสนอแนวทางการจัดเก็บ &ldquo;ค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ&rdquo; ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยเงินจำนวนนี้จะนำเข้าสู่ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่</p>

<p>1. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว: ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-made) ในเมืองน่าเที่ยวต่างๆ</p>

<p>2. การดูแลนักท่องเที่ยว: จัดสรรเป็นค่าประกันภัยและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน</p>

<p>3. ความยั่งยืน: นำไปเยียวยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว สำหรับความคืบหน้า โครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐ</p>

<p>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; ภายหลังการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ทั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ช่วงเวลาที่เหมาะสม และรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พักการออกแบบมาตรการให้ความสำคัญกับ &ldquo;การเยียวยาควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ&rdquo; โดยต้องการให้การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ &ldquo;คนตัวเล็ก&rdquo; ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น เป้าหมายของมาตรการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวลงไปถึงผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว โดยรายละเอียดเบื้องต้น รัฐบาลจะสมทบค่าใช้จ่ายในส่วนของโรงแรมที่พักไม่ว่าจะเป็นรัฐช่วยสมทบที่ 50 ต่อ 50% หรือ 60 ต่อ 40% แต่จะไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ โดยจะยึดตามแนวทางหลักของคณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ ซึ่งการออกแบบมาตรการมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม/ธนพิชฌน์ แก้วกา กองส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาครัฐ</p>

<p>ที่มา :&nbsp; www.prd.go.th</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608134c3de00c09cb06792737bd10f14c3951094258.jpg' type='image/jpg' length='247894' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลยกระดับรับมืออุทกภัย - ภัยแล้ง ใช้ Risk Map ถึงหมู่บ้าน “รู้ก่อน ป้องกันก่อน พร้อมรับมือ” ลดความเสียหายประชาชน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/530485</link>
<guid isPermaLink="false">cb4f14896da2b7367ca8ee207c539408</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 09:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F11%2Fc53e5786d95fb387b5e56d4982a3661b.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยกระดับการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง โดยเน้นการรู้ความเสี่ยงล่วงหน้า ป้องกันล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมก่อนภัยมาถึง เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน พื้นที่เกษตร และเศรษฐกิจของประชาชน</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด ท้องถิ่น ฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ทำงานบนข้อมูลและแผนเดียวกัน ลดขั้นตอนการสั่งการ และสามารถเข้าป้องกันหรือช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วขึ้น</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือหลัก &ldquo;รู้ก่อน&ndash;ป้องกันก่อน&ndash;พร้อมรับมือ&rdquo; โดยรัฐบาลจะนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น มอบหมายให้ GISTDA และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ลงลึกถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ใดเสี่ยง พื้นที่ใดต้องเร่งป้องกัน จุดใดต้องเฝ้าระวัง และประชาชนกลุ่มใดต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก</p>

<p>&ldquo;เป้าหมายคือทำให้ข้อมูลความเสี่ยงถูกนำมาใช้ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่เมื่อเกิดเหตุแล้ว ดังนั้นจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรู้ล่วงหน้าว่าจุดไหนต้องเตรียมเครื่องมือ จุดไหนต้องบริหารจัดการน้ำ พื้นที่เกษตรใดต้องวางแผนรับมือ และหากเกิดเหตุขึ้นจะเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลก่อน&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว</p>

<p>สำหรับภาคกลาง นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบขับเคลื่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ มีทั้งพื้นที่เกษตร ชุมชนเมือง และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง โดยจะใช้ภาคกลางเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาระบบรับมือภัยอย่างครบวงจร ก่อนนำแนวทางที่ได้ผลไปขยายสู่ภูมิภาคอื่น การดำเนินงานภาคกลางจะครอบคลุม 4 ด้าน ตั้งแต่ การป้องกันก่อนเกิดภัย การเผชิญเหตุและดูแลประชาชน การฟื้นฟูเยียวยา และการสื่อสารและการมีส่วนร่วม&nbsp;พร้อมจัดทำ Risk Map ควบคู่กับการติดตามพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณน้ำ และจุดเสี่ยง รวมถึงจัดทำ Checklist มาตรฐานสำหรับ 17 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เพื่อให้แต่ละพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และรู้ว่าต้องดำเนินการอะไรบ้างก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต&nbsp;นอกจากนี้ กำหนดให้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นต้นแบบการจัดการภัยแล้งภาคการเกษตร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นต้นแบบการจัดการน้ำท่วม โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวบรวมแผนและจัดทำ Checklist ขณะที่ สทนช. และ GISTDA จะติดตามข้อมูลและพัฒนา Risk Map อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีคณะอนุกรรมการติดตามผล เพื่อให้แผนที่วางไว้ถูกนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ซึ่งดีกว่าการตามเยียวยาภายหลัง ทั้งนี้ การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งต่อชีวิต บ้านเรือน พื้นที่เกษตร และการประกอบอาชีพ และจะนำบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลทั่วประเทศ&rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608114dfcce55bd6ca814818807e93ea64e2d091247.jpg' type='image/jpg' length='107266' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลสั่งตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคเหนือ พร้อมลดขั้นตอนราชการ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน ให้ผู้ว่าฯ ลุยช่วยประชาชนหน้างานได้ทันที]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/530109</link>
<guid isPermaLink="false">12444d95d55e467500cb212bb1004c8b</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F08%2F10%2Fd944d359d60be73bf8ab0cbde5eec88d.png&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคเหนือ ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับรูปแบบการทำงานเข้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนขั้นสุด</p>

<p>ทั้งนี้ จากการประเมินสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าความเสี่ยงของภาคเหนือในขณะนี้ มีความท้าทายแบบทับซ้อน ทั้งฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ จึงสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยให้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อย และสแตนด์บายทั้งกำลังคน เครื่องจักรกล และรถสูบน้ำ พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากพื้นที่ใดทรัพยากรไม่พอ ให้ดึงกำลังทหารและศูนย์ ปภ. เขต เข้าเสริมทันที</p>

<p>นอกจากนี้ ในข้อสั่งการดังกล่าว ยังกำชับเรื่องการประเมินความเสี่ยง โดยหากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงภัยสูง ให้จังหวัดพิจารณาใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันที เพื่อบรรเทาความเสียหายล่วงหน้า และต้องไม่ปล่อยให้ระเบียบหรือขั้นตอนทางราชการกลายเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือประชาชน โดยให้เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรกๆ หากสถานการณ์รุนแรงจนต้องมีการอพยพ</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังระบุถึงมาตรการระยะยาวว่า&nbsp; สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง รัฐบาลได้สั่งการให้เร่งประเมินน้ำต้นทุน&nbsp; และสำรองน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งประสานเกษตรกรปรับแผนการเพาะปลูก ส่วนกรณีหลังเกิดเหตุอุทกภัย ให้เจ้าหน้าที่ปูพรมสำรวจและเร่งจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนชีวิตปกติให้ประชาชนให้ได้ไวที่สุด</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608105043af55f14102c0557c262bb99b4274094922.jpg' type='image/jpg' length='130502' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ลดราคาสินค้า ผ่านร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น 1 – 15 ส.ค. นี้]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/527246</link>
<guid isPermaLink="false">599d5af12d87bc7285f0376ccbe4ee62</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 11:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F07%2F31%2F50a50029b7903b89d32628bcd180e27b.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและส่งเสริมร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้เข้มแข็ง โดยร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลค่าครองชีพประชาชน ผ่านการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าปลีก และผู้บริโภคในทุกระดับ โดยเฉพาะการขยายโอกาสให้ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์และสมาคมการค้าส่งปลีกไทย จึงได้จัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าภายใต้ชื่อ&ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 ณ ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 130 ร้าน 800 สาขา โดยการนำสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรสและสินค้าอุปโภคต่างๆ มาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดราคาสูงสุดกว่า 60% เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุนทางธุรกิจให้แก่ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วย และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตสินค้าชุมชน ในพื้นที่สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วยในพื้นที่ด้วย ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพในการกระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างทั่วถึงผ่านนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; โดยจะมีการเปิดงานมหกรรมลดราคาสินค้าของร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ ร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี จังหวัดอุดรธานี เวลา 14.00 &ndash; 15.30 น. ภายในงานมีบูธสินค้าราคาพิเศษ จากร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ พร้อมกิจกรรม ลด แลก แจก แถม บูธสินค้าราคาพิเศษ จาก Supplier และบูธสินค้าชุมชน เมื่อซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข จะได้รับคูปองส่วนลด 100 บาท</p>

<p>สำหรับสินค้าที่ร่วมโครงการครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน รวม 17 หมวดสินค้า แบ่งเป็น สินค้าบริโภค 8 หมวด ได้แก่ ข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช ซีอิ๊วและเครื่องปรุง น้ำตาล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และกาแฟ และสินค้าอุปโภค 9 หมวด ได้แก่ แชมพูและครีมนวดผม สบู่และครีมอาบน้ำ ยาสีฟันและแปรงสีฟัน ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน กระดาษทิชชู่ ผ้าอนามัยและผ้าอ้อมผู้ใหญ่ โดยมีสินค้าแบรนด์ชั้นนำที่ประชาชนคุ้นเคย อาทิ ข้าวตราฉัตร มาม่า ปลากระป๋องสามแม่ครัว เนสกาแฟ ซันซิล คอลเกต โอโม่ ดาวน์นี่ ไลปอนเอฟ และโซฟี เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก</p>

<p>ช่องทางจำหน่าย ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษได้ที่ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น (Local Low Cost) ที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ โดยมีร้านค้าท้องถิ่นที่ประชาชนคุ้นเคย อาทิ แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จังหวัดลำพูน ธนพิริยะ จังหวัดเชียงราย ตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ จังหวัดอุดรธานี เกียรติสินโฮลเซล จังหวัดขอนแก่น ไชยแสงดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จังหวัดสิงห์บุรี บิ๊กเต้ จังหวัดปทุมธานี ซุปเปอร์ชีป จังหวัดภูเก็ต และเคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ จังหวัดสงขลา รวมถึงร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการรวมกว่า 130 ราย กว่า 800 สาขา ทั่วประเทศ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดของตนเองได้จากประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือสังเกตสัญลักษณ์ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ณ จุดจำหน่าย</p>

<p>การจัดงาน &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; วันที่&nbsp; 1&ndash;15 สิงหาคม 2569 จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทางธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นให้สามารถจำหน่ายสินค้าในราคาพิเศษแก่ประชาชน จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มีคุณภาพในราคาประหยัด ณ ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการใกล้บ้าน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีโอกาสเพิ่มยอดจำหน่าย ขยายฐานลูกค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่ากิจกรรมนี้จะช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างโอกาสทางการ ตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260731f3892778fa01ff99de024d1b38ff67ca110435.jpg' type='image/jpg' length='200158' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคง ผนึกกำลัง “ทีมจังหวัด” ยกระดับการป้องกัน ปราบปราม และดูแลประชาชน ตามเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/524798</link>
<guid isPermaLink="false">85f2a4d6023de4787e6a84e62c6d6790</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F07%2F22%2F09c71adf8ecfbcc143bdf8fb6e295e7e.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>วันที่ 22 กรกฎาคม 2569&nbsp;เวลา 10.00 น. ณ ห้องสัมมนาลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย &ldquo;การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี&rdquo; โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม</p>

<p>นายกรัฐมนตรีนำผู้เข้าร่วมประชุมร่วมยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา</p>

<p>นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงว่า สถานการณ์ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ ขณะที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรมให้เป็นต้นแบบ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงใน 3 มิติ ได้แก่</p>

<p>1. การป้องกัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และทุกภาคส่วน เชื่อมโยงข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และวางแผนเชิงรุก พร้อมอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่เฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างเป็นระบบ โดยยึดเป้าหมาย &ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล&rdquo;</p>

<p>2. การปราบปราม นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง ยึดหลักหลักนิติธรรม และความเสมอภาคทางกฎหมาย พร้อมถือการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วน เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดผ่านปฏิบัติการ &ldquo;Operation 90 Days พิฆาตยาเสพติด&rdquo; อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่กับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ การหลอกลวงผ่านช่องทางดิจิทัล ธุรกิจนอมินี อาวุธปืน และธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเร่งสืบสวน ขยายผล ตัดเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และดำเนินคดีกับผู้บงการและผู้สนับสนุนตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</p>

<p>3. การช่วยเหลือประชาชน ให้ทุกหน่วยยกระดับการให้บริการประชาชน โดยให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นกลไกหลักในการรับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหา พร้อมยกระดับการให้บริการของสถานีตำรวจทุกแห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุ การจัดกำลังสายตรวจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที</p>

<p>นอกจากนี้ ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อเร่งรัดการคลี่คลายคดีที่มีความซับซ้อนและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>&ldquo;จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนของประเทศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องร่วมกันยกระดับมาตรการด้านความมั่นคง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสริมสร้างศักยภาพของพื้นที่ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ&rdquo; นายกรัฐมนตรี กล่าว</p>

<p>.ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202607224970fd9370688a5f84911b39fbdc0774151249.jpg' type='image/jpg' length='191946' />
</item>
</channel>
</rss>
