<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ขยายผล IOC สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/799</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/799" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบูรณ์ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/553533</link>
<guid isPermaLink="false">5ba3ff046c4730888ea726d1842d5052</guid>
<pubDate>Thu, 22 Oct 2026 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/22/eb32274c7f60527810401d811d62f8bb.jpg" /></p>

<p>นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วย หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน&nbsp;</p>

<p>การลงพื้นที่ในครั้งนี้ องคมนตรีได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่รับประโยชน์ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน ทั้งการสนับสนุนการเพาะปลูก การอุปโภคบริโภค และการลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย โอกาสนี้ องคมนตรีได้มอบพันธุ์ข้าวพระราชทาน และร่วมปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่อ่างเก็บน้ำ เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ&nbsp;</p>

<p>&ldquo;สำหรับแผนขับเคลื่อนโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำและรักษาคุณภาพน้ำต้นทุน ควบคู่กับการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำและลดการชะล้างหน้าดิน เพื่อลดปริมาณตะกอนที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ โดยกรมชลประทานมีแผนดำเนินการในปีงบประมาณ 2570&ndash;2572 ปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นและติดตั้งบานระบายชนิดไฮดรอลิก ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำจาก 13.25 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 17 ล้านลูกบาศก์เมตร&rdquo;</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น การผลิตและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืด เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้เป็นแหล่งอาหารและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพแก่ประชาชน ด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต มีแผนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒนาอาชีพด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน 2 ศูนย์ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยหลังนา โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการปรับปรุงเส้นทางขนส่งผลผลิต จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำ และติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่อ่างเก็บน้ำห้วยผักไลและอ่างเก็บน้ำกงกะยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเขื่อนดิน ความจุ 13.25 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนและสัตว์เลี้ยงในช่วงภัยแล้ง รวมทั้งสนับสนุนการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่และบริเวณใกล้เคียง พื้นที่รับประโยชน์รวม 8,178 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรใน 3 ตำบล 18 หมู่บ้าน อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้แก่ประชาชนในตำบลห้วยใหญ่และพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตลอดจนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261022152665225597b30a14319a94a0c30f26162500.jpg' type='image/jpg' length='296227' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นฤชา สั่ง 878 อำเภอทั่วประเทศ เดินหน้า “นายอำเภอพาเที่ยว พลัส” จับมือทุกภาคส่วนปั้นเส้นทางท่องเที่ยวฤดูหนาว ชูของดีชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่คุมเข้มความปลอดภัย]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/553529</link>
<guid isPermaLink="false">55f6e3844fa1d05091a05afdebbd2569</guid>
<pubDate>Thu, 22 Oct 2026 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/22/8de87abc6a8e9daacd0344aef1523e1d.jpg" /></p>

<p>นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยใช้บทบาทของนายอำเภอ ภายใต้แนวคิด &ldquo;นายอำเภอพาเที่ยว&rdquo; เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและระดับพื้นที่ สร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังชุมชนอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเพื่อสานต่อการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว กรมการปกครองจึงสั่งการให้นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;นายอำเภอพาเที่ยว พลัส&rdquo; ส่งเสริมการท่องเที่ยวฤดูหนาว สร้างรายได้ กระจายสุขสู่ประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนให้เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้</p>

<p>1. เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ชุมชน มอบหมายให้นายอำเภอเป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อคัดเลือกจุดเด่นของแต่ละอำเภอ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน งานประเพณีและกิจกรรมสำคัญ ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น มาจัดทำเป็น &ldquo;เส้นทางท่องเที่ยวฤดูหนาว&rdquo; ที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ร้านอาหาร ตลาดท้องถิ่น ที่พัก และร้านจำหน่ายของฝากอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาและจับจ่ายในพื้นที่มากขึ้น ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนในชุมชนโดยตรง</p>

<p>2. ใช้สื่อออนไลน์เข้าถึงนักท่องเที่ยวยุคใหม่ สร้างการรับรู้ให้ทั่วถึง ส่งเสริมให้อำเภอจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัยและน่าสนใจ ทั้งคลิปวิดีโอสั้นและอินโฟกราฟิก เพื่อนำเสนอเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยว เรื่องราวของชุมชน ของดีประจำถิ่น และกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด โดยเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยม อาทิ Facebook, TikTok, YouTube และ LINE เพื่อขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย กระตุ้นให้เกิดการวางแผนเดินทาง และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าและบริการในท้องถิ่น</p>

<p>3. เตรียมความพร้อมรอบด้าน ยกระดับความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว กำชับให้อำเภอบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การจัดการจราจรและพื้นที่จอดรถ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว พร้อมจัดให้มีช่องทางให้ข้อมูลและประสานความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม รวมถึงประชาสัมพันธ์ข้อควรปฏิบัติและมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง</p>

<p>อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อน &ldquo;นายอำเภอพาเที่ยว พลัส&rdquo; ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทรัพยากรและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลความสะดวกและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยมีนายอำเภอและฝ่ายปกครองเป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่</p>

<p>กรมการปกครองขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยในช่วงฤดูหนาว ค้นพบแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน และเรียนรู้วิถีชีวิตที่หลากหลายทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้างรายได้ให้ชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปด้วยกัน</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261022add162fd89b00c6566cb000295d0008e161945.jpg' type='image/jpg' length='191130' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลหนุน “วัยเก๋า” สร้างรายได้พึ่งพาตนเอง จับมือ 17 เอกชนชั้นนำ 21 ต.ค. 2569]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/552839</link>
<guid isPermaLink="false">570798890dcb306b7c95205beef57b3b</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="รูปภาพหน้าปก 54b812d6-15a6-428c-a2b0-d782ecf3a631" src="https://prd.go.th/storage/v1/object/public/cms-softsq/7b4c1ec3-5915-412f-88b6-085554023a25" /></p>

<p data-pm-slice="1 1 []">วันที่&nbsp;21 ตุลาคม 2559 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน ได้ผลักดัน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และโครงการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงงานที่เหมาะสมกับวัย ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีศักยภาพ ได้นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์มาสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้</p>

<p>จากการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบว่าสามารถสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 กลุ่มหลัก คือ งานประจำและพาร์ตไทม์ ที่มีผู้สูงอายุเข้ารับบริการจัดหางาน 1,103 คน และได้รับการบรรจุงานแล้วถึง 946 คน คิดเป็นรายได้รวมสูงถึงประมาณ 116 ล้านบาทต่อปี ขณะที่อาชีพอิสระตามความถนัด มีผู้เข้าร่วม 2,360 คน และเริ่มประกอบอาชีพได้จริง 1,840 คน สร้างรายได้รวมกว่า 6.46 ล้านบาท ส่วนการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นหลัง มีผู้ต่อยอดเป็นวิทยากรอาชีพ 421 คน สร้างรายได้รวมกว่า 2.19 ล้านบาท</p>

<p>ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องการเพิ่มช่องทางการจ้างงานให้กับผู้สูงอายุ จึงได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน ระหว่างกรมการจัดหางาน กับนายจ้างและสถานประกอบการชั้นนำ 17 แห่ง ในการเปิดรับผู้สูงอายุเข้าทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมกับวัย ไม่เสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย อาทิ งานสำนักงาน,งานบริการ,งานพาร์ตไทม์ และงานที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง โดยการส่งเสริมการจ้างงานนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนผู้มีงานทำ แต่ยังให้ความสำคัญกับการมีรายได้อย่างต่อเนื่องและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>

<p>สำหรับช่องทางสมัครงานและค้นหาอาชีพ ผู้สูงอายุสามารถใช้แพลตฟอร์ม &ldquo;ไทยมีงานทำ&rdquo; เพื่อค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับทักษะและประสบการณ์ และแพลตฟอร์ม &ldquo;คนทำงานอิสระ&rdquo; เพื่อรับงานหรือประกอบอาชีพตามความถนัด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 150</p>

<p>ที่มา : prd.go.th</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261021193cf0e1c98df84284a388da52729678093545.jpg' type='image/jpg' length='93324' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปภ.รายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน 20 จังหวัด และ กทม.ช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขัง-ฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/551492</link>
<guid isPermaLink="false">5984218413d295f3a84c42a87b199d5e</guid>
<pubDate>Fri, 16 Oct 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="รูปภาพหน้าปก 6bd31638-2662-4218-a181-82850eaabe77" src="https://prd.go.th/storage/v1/object/public/cms-softsq/5cbb7be3-aa9a-496a-a205-aaecef5d4677" /></p>

<p data-pm-slice="1 1 []">วันที่ 16 ต.ค. 69 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เผยยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ปภ. ยังคงเร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้เร่งฟื้นฟูพื้นที่เพื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว</p>

<p>นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมาก ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวม 90 อำเภอ 726 ตำบล 5,329 หมู่บ้าน 710,789 ครัวเรือน 2,164,180 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ. วันที่ 16 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.) ได้แก่</p>

<p>ภาคเหนือ</p>

<p>- จ.พิษณุโลก เกิดน้ำท่วมใน อ.บางระกำ รวม 3 ตำบล 6 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.นครสวรรค์ เกิดน้ำท่วมใน 8 อำเภอ ได้แก่ อ.พยุหะคีรี อ.บรรพตพิสัย อ.เก้าเลี้ยว อ.เมืองฯ อ.ชุมแสง อ.ท่าตะโก อ.โกรกพระ อ.หนองบัว รวม 75 ตำบล 535 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,385 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.อุทัยธานี เกิดน้ำท่วมใน อ.เมืองฯ รวม 7 ตำบล 30 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 352 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>ภาคตะวันออก</p>

<p>- จ.นครนายก เกิดน้ำท่วมใน อ.องครักษ์ รวม 11 ตำบล 116 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23,835 ครัวเรือน เสียชีวิต 7 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.ปราจีนบุรี เกิดน้ำท่วมใน 6 อำเภอ ได้แก่ อ.กบินทร์บุรี อ.เมืองฯ อ.ศรีมหาโพธิ อ.ประจันตคาม อ.บ้านสร้าง อ.ศรีมโหสถ รวม 59 ตำบล 641 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 59,242 ครัวเรือน เสียชีวิต 25 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.ฉะเชิงเทรา เกิดน้ำท่วมใน 8 อำเภอ ได้แก่ อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.บางคล้า อ.พนมสารคาม อ.แปลงยาว อ.เมืองฯ อ.บ้านโพธิ์ อ.คลองเขื่อน อ.ราชสาส์น รวม 75 ตำบล 667 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 54,729 ครัวเรือน เสียชีวิต 7 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.ชลบุรี เกิดน้ำท่วมใน อ.พนัสนิคม รวม 5 ตำบล 35 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 521 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>ภาคกลาง</p>

<p>- จ.ลพบุรี เกิดน้ำท่วมใน อ.บ้านหมี่ รวม 8 ตำบล 33 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,177 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.ชัยนาท เกิดน้ำท่วมใน อ.สรรพยา รวม 5 ตำบล 20 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,640 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.สิงห์บุรี เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.อินทร์บุรี อ.พรหมบุรี อ.เมืองฯ รวม 10 ตำบล 40 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,808 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.สุพรรณบุรี เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อ.บางปลาม้า อ.สองพี่น้อง อ.ดอนเจดีย์ อ.ศรีประจันต์ อ.เมืองฯ อ.สามชุก อ.อู่ทอง อ.เดิมบางนางบวช รวม 69 ตำบล 560 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23,728 ครัวเรือน เสียชีวิต 5 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.กาญจนบุรี เกิดน้ำท่วม 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.เมืองฯ อ.สังขละบุรี อ.ท่าม่วง อ.ศรีสวัสดิ์ อ.หนองปรือ รวม 9 ตำบล 21 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 243 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.อ่างทอง เกิดน้ำท่วม 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ป่าโมก อ.ไชโย อ.เมืองฯ อ.วิเศษชัยชาญ อ.สามโก้ อ.โพธิ์ทอง รวม 41 ตำบล 164 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,612 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดน้ำท่วมใน 16 อำเภอ ได้แก่ อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ อ.บางไทร อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางปะหัน อ.ลาดบัวหลวง อ.อุทัย อ.นครหลวง อ.วังน้อย อ.ท่าเรือ อ.ภาชี อ.บ้านแพรก อ.บางซ้าย อ.มหาราช รวม 205 ตำบล 1,360 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 70,635 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.สมุทรปราการ เกิดน้ำท่วมใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.บางเสาธง อ.บางบ่อ รวม 6 ตำบล 35 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,190 ครัวเรือน เสียชีวิต 9 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.ปทุมธานี เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ธัญบุรี อ.คลองหลวง อ.ลำลูกกา รวม 21 ตำบล 244 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 216,276 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.นครปฐม เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.บางเลน อ.สามพราน อ.นครชัยศรี รวม 49 ตำบล 385 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,058 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.ราชบุรี เกิดน้ำท่วมใน 9 อำเภอ ได้แก่ อ.โพธาราม อ.เมืองฯ อ.ดำเนินสะดวก อ.บ้านโป่ง อ.วัดเพลง อ.จอมบึง อ.ปากท่อ อ.บางแพ อ.สวนผึ้ง รวม 34 ตำบล 162 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,689 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.สมุทรสงคราม เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ อ.อัมพวา อ.บางคนที รวม 33 ตำบล 255 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,870 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- จ.เพชรบุรี เกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.เขาย้อย รวม 4 ตำบล 20 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,726 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง</p>

<p>- กรุงเทพมหานคร เกิดน้ำท่วมใน 3 เขต ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก เขตมีนบุรี 16 แขวง ประชาชนได้รับผลกระทบ 196,008 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำลดลง</p>

<p>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้กำชับสำนักงาน ปภ. จังหวัด ศูนย์ ปภ. เขตในพื้นที่ประสบภัย เร่งระดมกำลังให้ความช่วยเหลือประชาชนและเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ในจุดที่สถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบและเตรียมดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างปลอดภัย</p>

<p>ที่มา ; prd.go.th</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261016e0685fdcec0ec25b0b1899a5142eaa70150320.jpg' type='image/jpg' length='143067' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน “เอกนิติ” เสนอธนาคารโลกช่วยปลดล็อกกฎระเบียบ–ข้อจำกัดด้านสัญญา เชื่อมโยงพลังงานทั้งภูมิภาค หนุนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/550990</link>
<guid isPermaLink="false">c7ceaf9c303baff5a9c517c490caf18a</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/15/d51e44ab317f95f61c3256c8dfdcfa9b.jpg" /></p>

<p>วันที่ 15 ต.ค.69&nbsp;นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอให้กลุ่มธนาคารโลกสนับสนุนการแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสัญญา เพื่อขับเคลื่อนโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียนร่วมกับนายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้เกิดการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะด้านพลังงานที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุนเข้าด้วยกัน</p>

<p>สำหรับข้อเสนอสำคัญของไทย คือการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนให้เกิดความก้าวหน้า โดยขอให้กลุ่มธนาคารโลกเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดด้านสัญญาที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของภูมิภาคสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานในระยะยาว</p>

<p>นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า นายเอกนิติยังเสนอให้ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับกลุ่มธนาคารโลกก้าวไปไกลกว่าการสนับสนุนทางการเงิน โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถในการใช้เงินทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้อาเซียนสามารถเป็นต้นแบบของการบูรณาการพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุน สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลมองว่าการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาค การปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสัญญาจะช่วยเปิดทางให้เกิดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนร่วมกับประธานกลุ่มธนาคารโลกครั้งนี้นับเป็นการจัดประชุมร่วมกันครั้งแรกในช่วงการประชุมประจำปี IMF - World Bank โดยประเทศไทยได้ใช้โอกาสดังกล่าวนำเสนอแนวทางความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภูมิภาค สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการผลักดันความร่วมมือระดับอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261015e0fd983f78dee616f9c3ff387ba81f98093522.jpg' type='image/jpg' length='172198' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลดันการศึกษาไทยรับยุค AI ผนึก WEF วางโรดแมปปี 2030 ปั้นคนไทยให้พร้อมทำงาน–เพิ่มโอกาสสร้างรายได้–แข่งขันได้ในเวทีโลก]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/550989</link>
<guid isPermaLink="false">3c4269f1d72be02adce170a236199a12</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/15/f12241d7bba0ff9ac42407170d2c7f72.jpg" /></p>

<p>วันที่ 15 ตุลาคม 2569&nbsp;ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ เปิดเวทีหารือระดับสูงร่วม World Economic Forum และ World Bank ชูแนวคิด &ldquo;ลงทุน&ndash;ใช้ข้อมูล&ndash;เริ่มทันที&rdquo; วางแผนพัฒนาการศึกษา 3 ระยะ ตั้งแต่วันนี้ถึงปี 2030 และอนาคต มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทักษะ AI เชื่อมการเรียนกับตลาดแรงงาน เปิดโอกาสเด็กไทยเรียนรู้ตรงความต้องการของผู้ประกอบการ พร้อมส่งเสริมคนทุกวัยเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและโลกการทำงาน โดยมุ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนสำเร็จการศึกษาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพัฒนาคนให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้ได้จริง เพราะในโลกที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว การศึกษาต้องไม่เพียงสอนให้คนมีความรู้ แต่ต้องเตรียมคนไทยให้พร้อมรับโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และสามารถปรับตัวได้ตลอดชีวิต</p>

<p>ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเสวนาเชิงนโยบายระดับสูงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ในหัวข้อ &ldquo;การศึกษาเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2030 และอนาคต : การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงในเศรษฐกิจใหม่&rdquo; ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจาก WEF ธนาคารโลก (World Bank) UNICEF ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์และเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการวางทิศทางการพัฒนาการศึกษาที่เชื่อมโยงกับชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความสามารถ ขณะที่ประชาชนวัยทำงานสามารถพัฒนาทักษะใหม่ เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และลดความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี</p>

<p>สำหรับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ หากสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ</p>

<p><strong>ด้านแรก</strong> เด็กไทยเรียนรู้ตรงกับโลกการทำงานมากขึ้น โดยมุ่งปรับหลักสูตรและวิธีประเมินผลให้เน้นสมรรถนะที่ใช้ได้จริง ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ทักษะดิจิทัล และการใช้ AI พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร เพื่อลดปัญหาการเรียนจบแต่ทักษะไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง</p>

<p><strong>ด้านที่สอง</strong> เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาคนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันแนวคิด ASEAN Zero Dropout เพื่อลดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา มุ่งให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะมีฐานะหรือภูมิลำเนาแตกต่างกัน สามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้มากขึ้น</p>

<p><strong>ด้านที่สาม</strong> คนวัยทำงานมีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุค AI โดยมุ่งสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเพิ่มเติมทักษะ ยกระดับความสามารถ และสะสมผลการเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดอาชีพได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ ผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะในการทำงาน รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อเทคโนโลยี</p>

<p><strong>ด้านที่สี่</strong> เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงระบบการศึกษากับข้อมูลความต้องการกำลังคนของภาคธุรกิจ เพื่อให้การผลิตและพัฒนาบุคลากรสอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงกำลังคนที่มีคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นายประเสริฐได้เสนอวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นการศึกษาเป็นเพียง &ldquo;ค่าใช้จ่าย&rdquo; ไปสู่การมองว่าเป็น &ldquo;การลงทุน&rdquo; เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว พร้อมกำหนดแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ &ldquo;ลงทุน&ndash;ใช้ข้อมูล&ndash;เริ่มทันที&rdquo; และวางแผนขับเคลื่อนการศึกษาไทยเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย</p>

<p>ระยะที่ 1 ปัจจุบัน&ndash;ปี 2027 วางรากฐานการศึกษาไทย เร่งยกระดับทักษะพื้นฐานของผู้เรียน เชื่อมโยงข้อมูลการศึกษารายบุคคลกับความต้องการทักษะและตลาดแรงงาน พร้อมผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการปฏิรูประบบการศึกษา</p>

<p>ระยะที่ 2 ปี 2028&ndash;2030 เร่งปรับการเรียนให้ทันโลก โดยมุ่งปรับหลักสูตรและการประเมินผลให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริง ส่งเสริมความสามารถด้านดิจิทัล AI และการคิดวิเคราะห์ ขยายรูปแบบการเรียนควบคู่การทำงาน พร้อมผลักดันการลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค</p>

<p>ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป สร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสะสมผลการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ต่อยอดการศึกษา การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพในอนาคต</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือกับ World Economic Forum ใน 3 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์อนาคตของตลาดแรงงานไทยในเชิงลึกเพื่อนำมาพัฒนาหลักสูตร การวิจัยร่วมกันเพื่อค้นหาวิธีพัฒนาทักษะกำลังคนที่เกิดผลจริง และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจชั้นนำให้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้ในสถานประกอบการ เพื่อให้ระบบการศึกษาสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p>ขณะเดียวกัน ผู้แทนจาก World Economic Forum ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric Skills) และการส่งเสริมให้แรงงานสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ โดยสะท้อนว่า ความก้าวหน้าของ AI ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การลดโอกาสในการทำงานเสมอไป หากกำลังคนได้รับการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีก็สามารถเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ สร้างงานรูปแบบใหม่ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจได้</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การพัฒนาการศึกษาเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของคนไทยอย่างแท้จริง โดยนำองค์ความรู้และความร่วมมือระดับนานาชาติมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ตั้งแต่การสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ การเตรียมเยาวชนให้มีทักษะตรงกับโลกการทำงาน ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้คนวัยทำงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต</p>

<p>&ldquo;เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการทำให้เด็กไทยเรียนจบ แต่ต้องทำให้การศึกษาสร้างโอกาสในชีวิตได้จริง เด็กไทยควรมีทักษะที่นำไปประกอบอาชีพได้ คนวัยทำงานควรมีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และประเทศไทยต้องมีกำลังคนที่พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เพราะความสำเร็จของการศึกษาไม่ได้วัดเพียงจำนวนคนที่สำเร็จการศึกษา แต่ต้องมองไปถึงโอกาสในการทำงาน คุณภาพชีวิต และอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประชาชนด้วย&rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261015a2a51ab1a11dd77e08a5781ba73f205e093045.jpg' type='image/jpg' length='169848' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมเสนอ Bangkok Blueprint ในเวทีเสวนาการประชุมประจําปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 ผนึกกำลังทั่วโลกปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/550867</link>
<guid isPermaLink="false">c7b9766512dcb85915816d64db17fc2d</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/14/4354978f547eef06447d0d264ad2f96c.jpg" /></p>

<p>การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 วันที่ 3 มีเนื้อหาหลักมุ่งเน้นการเจรจาหารือการแก้ไขปัญหาการหลอกลวง สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และ อาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวกรอบการทำงานระดับสูง 12 ข้อ ภายใต้ชื่อ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อรับมือการฉ้อโกงทางไซเบอร์อย่างบูรณาการ ซึ่งพัฒนาร่วมกันโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย นำทัพการเสวนาโดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้นำการเงินระดับโลก พร้อมต่อยอดในช่วงบ่ายด้วยเวที Bangkok Blueprint Implementation นำโดยนางดารณี แซ่จู รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางการนำกรอบการทำงานไปปฏิบัติจริงร่วมกับตัวแทนหน่วยงานกำกับดูแลจากนานาประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวกองทุนเพื่อการต่อต้านการฟอกเงินและการทุจริต หรือ Anti-Money Laundering and Anti-Corruption Thematic Fund (AMLAC) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในการสนับสนุนประเทศสมาชิกรับมือกับการฟอกเงิน ท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มก่อการร้าย และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น</p>

<p>ขณะเดียวกันยังมีการจัดเวทีอื่นๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งวัน ได้แก่ การเสวนา ASEAN in a Changing Global Landscape เรื่องการเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจอาเซียนในยุคโลกแบ่งขั้ว การแถลงรายงาน Fiscal Monitor เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะโลกที่อาจพุ่งแตะร้อยละ 100 ของจีดีพีในปี 2572 และเวทีของกลุ่มธนาคารโลกเรื่อง Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs เพื่อปลดล็อกเงินทุนเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในการสร้างงานสร้างอาชีพ/ปฏิพล สัทธพรมมา</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261014c7c8a67e93347263f8e4acbaf27c2c2c140025.jpg' type='image/jpg' length='186514' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ผนึกความร่วมมือกับ CNN สื่อระดับระดับโลก เปิดเวทีเสวนาเสริมทักษะประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสธุรกิจไทยเชื่อมโยงตลาดโลก]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/550866</link>
<guid isPermaLink="false">48b92ddcdee29ba95b78f296de5f7a07</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 13:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/14/896288066974958d8b51136686603def.jpg" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดงานเสวนา CNN Global Perspectives: In Bangkok ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยระบุว่ายินดีที่ CNN ได้จัดงาน CNN Global Perspectives ซึ่งการจัดงานนี้ในห้วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายที่มีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกจะได้ร่วมเสวนากัน รวมทั้งงานเสวนาของ CNN ครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รับฟังมุมมองที่หลากหลาย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการตัดสินใจทางเศรษฐกิจต่อชีวิตประจำวันของประชาชน</p>

<p>นายกฯ เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถอาศัยเพียงการดำเนินงานของภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ สถาบันระหว่างประเทศ และชุมชน ซึ่งต่างมีประสบการณ์และแนวคิดที่สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่าเวทีในวันนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสำหรับรูปแบบการทำงานใหม่ๆ และการสนับสนุนให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น พร้อมหวังว่าการหารือจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ในช่วงท้าย นายกฯ หวังว่าผู้ที่มาร่วมงานครั้งนี้จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พบปะพูดคุยกับคนไทย และสัมผัสเสน่ห์ของกรุงเทพมหานคร ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และบรรยากาศของเมืองหลวงแห่งนี้ ตลอดจนขอให้ผู้เข้าร่วมงานมีความสุขตลอดการพำนักในประเทศไทย</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026101402fb0013a11bff2738854210d7c9539a135610.jpg' type='image/jpg' length='559726' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พม. ผนึกการเคหะฯ ออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วม 66 โครงการ ปลอดค่าเช่า–พักหนี้สูงสุด 4 เดือน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/550709</link>
<guid isPermaLink="false">731cc3fae23b7ae820a058ea12096a4a</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 08:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;นิกร โสมกลาง&rdquo; รมว.พม. เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัย สั่งการการเคหะแห่งชาติดูแล 6,927 ครัวเรือน ปลอดค่าเช่า&ndash;พักชำระค่าเช่าซื้อ 2&ndash;4 เดือน พร้อมลดค่าปรับ 100% ตามเงื่อนไข มุ่งลดภาระประชาชนและฟื้นฟูความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย</p>

<p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวว่า กระทรวง พม. เร่งขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกำชับให้การเคหะแห่งชาติเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและการดูแลคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที พร้อมเน้นย้ำให้คำนึงถึงความต้องการของประชาชนแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ</p>

<p>รมว.พม. กล่าวเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต้องครอบคลุมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนและการฟื้นฟูในระยะยาว โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและช่วยให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมกำชับให้การเคหะแห่งชาติติดตามสถานการณ์และพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความจำเป็น</p>

<p>ด้านนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า มีโครงการของการเคหะแห่งชาติได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 66 โครงการ รวม 6,927 ครัวเรือน จึงกำหนดมาตรการเยียวยาให้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผลกระทบ โดยโครงการที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อยถึงปานกลาง 44 โครงการ จำนวน 6,149 ครัวเรือน ประกอบด้วยผู้เช่ารายย่อย 2,382 สัญญา ได้รับการปลอดค่าเช่า และผู้เช่าซื้อ 3,767 สัญญา ได้รับการพักชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม&ndash;พฤศจิกายน 2569 ส่วนโครงการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง 22 โครงการ จำนวน 778 ครัวเรือน ประกอบด้วยผู้เช่ารายย่อย 156 สัญญา และผู้เช่าซื้อ 622 สัญญา ซึ่งได้รับการปลอดค่าเช่าหรือพักชำระค่าเช่าซื้อตามประเภทสัญญา เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569&ndash;มกราคม 2570</p>

<p>นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติยังมีมาตรการลดค่าปรับ 100% สำหรับผู้ชำระหนี้ค้างในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม&ndash;31 ธันวาคม 2569 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ มาตรการปลอดค่าเช่าและพักชำระค่าเช่าซื้อไม่ครอบคลุมค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษี ค่าส่วนกลาง ค่าดูแลชุมชน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่วนผู้เช่ารายย่อยในโครงการเช่าเหมาและผู้เช่าพื้นที่จัดประโยชน์ อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อขยายการดูแลให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อโครงการการเคหะแห่งชาติทั้ง 66 โครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเข้าเกณฑ์มาตรการเยียวยาได้ผ่าน QR Code ที่แนบท้ายข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้/นิตยา คุณสิม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20261014699628df7106fb627b49945efcd78d54082712.jpg' type='image/jpg' length='213648' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ Temasek Trust ผนึกพลังรัฐ–เอกชน–ภาคการกุศล ขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสาธารณสุข มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/550438</link>
<guid isPermaLink="false">37c7ea1be6bf324c1a3210e31e52602d</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://nnt-storage-thainews.prd.go.th/media-news/raw/2026/10/12/93a14ba359c8460eef7dcd5b8feec6ad.jpg" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พบหารือกับนาย Desmond Kuek ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Temasek Trust ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการระดมทุนเพื่อสังคม (Philanthropy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการกุศล เพื่อสนับสนุนโครงการนำร่องและนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาในวงกว้าง สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าหรือการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)</p>

<p>ด้านพลังงาน หารือแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และศักยภาพของเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายพลังงานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทั้งการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่มาใช้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การจัดการกากจากกระบวนการผลิตพลังงาน ตลอดจนการสร้างความเข้าใจและการยอมรับของประชาชน ผ่านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและการสื่อสารอย่างเหมาะสม</p>

<p>การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Centre) และโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการบริหารจัดการทรัพยากรให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและใช้พลังงานอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ของสังคมโดยรวม</p>

<p>ด้านสาธารณสุข แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดอุบัติใหม่ โดยนายกฯ ย้ำถึงความสำคัญของความพร้อมด้านการเงินและระบบบริการสาธารณสุข เพื่อลดผลกระทบต่อระบบสุขภาพเมื่อเกิดวิกฤต พร้อมสนับสนุนการปรับแนวทางการดูแลสุขภาพจากการมุ่งรักษาโรคไปสู่การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี พึ่งพาตนเองได้ยาวนานยิ่งขึ้น</p>

<p>โอกาสนี้ ผู้บริหาร Temasek Trust ได้ฝากความปรารถนาดีจากนาง Ho Ching ประธาน Temasek Trust และนาย Lee Hsien Loong อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมแสดงความยินดีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF&ndash;World Bank Annual Meetings 2026) กล่าวถึงความร่วมมือกับกลุ่มธนาคารโลกในการพัฒนากลไกเชื่อมโยงเงินทุนเพื่อสังคมกับแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนา เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202610123b23a949405169ed7c7aebdcdc273524155100.jpg' type='image/jpg' length='230551' />
</item>
</channel>
</rss>
