<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ขยายผล IOC สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/799</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/799" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/494727</link>
<guid isPermaLink="false">54c90061c182eb51cfda1b13065acafa</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 09:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย &ldquo;สงกรานต์สยาม 2569&rdquo; ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน &ldquo;วันไหล&rdquo; ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม &ldquo;สงกรานต์ถนนทุเรียน&rdquo; เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว</p>

<p>ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ &ldquo;ปี๋ใหม่เมือง&rdquo; อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6&ndash;17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ</p>

<p>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ &ldquo;ถนนข้าวเหนียว&rdquo; ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน</p>

<p>ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11&ndash;15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง</p>

<p>ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ &ldquo;วัฒนธรรม&rdquo; เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค</p>

<p>&ldquo;สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163068">https://www.thaigov.go.th/th/news/163068</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260416a46704438200f911a07fd45a6ed47ee3092959.jpg' type='image/jpg' length='73110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/491304</link>
<guid isPermaLink="false">08967ab4b357d0b614391d8a1ef68afb</guid>
<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="image" src="https://www.prd.go.th/th/file/get/type/thumbnail/file/202604031ef94937c58dc88010b37eafcdd6f682082003.jpg" /></p>

<h3>ย้ำ! เดินหน้าเต็มกำลังดูแลปากท้อง - เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง</h3>

<p>เมื่อวันที่ 1 เมษายน&nbsp;2569 เวลา&nbsp;13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า&nbsp;10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า&nbsp;20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด&nbsp;58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่&nbsp;1 เมษายน&nbsp;2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ได้จัดหาสินค้าเหล่านี้เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายราย ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม&nbsp;House Brand&nbsp;ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand)&nbsp;ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand)&nbsp;แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาสินค้ารัฐบาลก็จะยังคงเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดให้กับประชาชน และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่มีตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถก้าวผ่าน ความท้าทายทางเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างมั่นคง&rdquo; นายกรัฐมนตรี ย้ำ</p>

<p>โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีประกาศเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออำนวยพร ให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากนั้นโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการสัมผัสที่หน้าจอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการ&nbsp;Kick-off&nbsp;โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ &rdquo; อย่างเป็นทางการ</p>

<p>พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)&nbsp;รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers)&nbsp;ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสี โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู เป็นต้น</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;หน่วยงานภาคเอกชนจากทั้งในส่วนห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ร่วมด้วย/ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/162778">https://www.thaigov.go.th/th/news/162778</a></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202604031eaa6600a9352bb47bc0019594b29a18090017.jpg' type='image/jpg' length='30430' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศบก. เร่งมาตรการกระจายน้ำมันทั่วประเทศ ผ่อนปรนขนส่ง 24 ชม. เพิ่มเที่ยววิ่ง พร้อมเสริม B20 แก้ปัญหาตึงตัว ด้านนายกฯ เน้นย้ำน้ำมันเพียงพอ ขอประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุน มั่นใจบริหารจัดการได้]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/487022</link>
<guid isPermaLink="false">1caf70c3a79a4f72d94b7b194e8c980a</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

<p><img alt="image" src="https://www.prd.go.th/th/file/get/type/thumbnail/file/202603202e735a9298856fe57356b75591080273110424.jpg" /></p>

<p>เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69&nbsp;เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 6/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศอย่างใกล้ชิด</p>

<p>สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ซัสโก้ เชลล์ และบางจาก เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน และกลุ่มรถขนส่ง เข้าร่วมประชุมด้วย</p>

<p>หลังจากนั้น เวลา 18.00 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้</p>

<p>นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์น้ำมันของประเทศจากการติดตามตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าส่งน้ำมัน บริษัทน้ำมัน จนถึงสถานีบริการน้ำมัน โดยพบว่า โรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทยยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต โดยสามารถผลิตได้ 175 ล้านลิตรต่อวัน และมีการจัดหาน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมปริมาณน้ำมันยังคงเพียงพอ ทั้งนี้ โรงกลั่นและคลังน้ำมันจะดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังอย่างชัดเจน พร้อมเปิดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในราคาที่ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ โดยกระทรวงพลังงานจะกำกับดูแลผ่านกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้การจัดสรรน้ำมันเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์</p>

<p>ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขนส่ง โดยเปิดให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เพื่อให้การกระจายเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด</p>

<p>ในส่วนของการส่งออกน้ำมัน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา แต่ได้มีการปรับลดปริมาณลง โดยการส่งออกไปยัง สปป.ลาว เฉลี่ยลดลงร้อยละ 25 และการส่งออกไปยังเมียนมาลดลงประมาณร้อยละ 20 จากระดับปกติ เพื่อรักษาสมดุลปริมาณน้ำมันภายในประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเสริมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ อาทิ การเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่น การส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เช่น น้ำมัน B20 ตลอดจนการพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ระบบพลังงานกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว</p>

<p>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในภาพรวม โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านการนำเข้าและการควบคุมการส่งออกอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตึงตัวในบางช่วง มาจากความกังวลของประชาชนที่เร่งเติมและกักตุนน้ำมัน ส่งผลให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 84 ล้านลิตรต่อวัน จนเกิดภาวะตึงตัวชั่วคราวในบางพื้นที่</p>

<p>ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้กักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่าน้ำมันที่ดูเหมือนขาดหายไปไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการส่งออกหรือวัตถุประสงค์อื่น แต่เป็นผลจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ หากสถานการณ์ความต้องการกลับสู่ภาวะปกติ จะทำให้ปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานทั่วประเทศ</p>

<p>นายกรัฐมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการบริหารจัดการน้ำมันสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ภายในประเทศ พร้อมยืนยันว่าโดยภาพรวมยังไม่มีเหตุผลที่ประชาชนต้องกังวล และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ แม้ว่าปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด</p>

<p>นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงเพียงพอรองรับความต้องการใช้ และรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความมั่นคงในระยะยาว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/487011">https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/487011</a></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260320908d2b1db625528a6fe4d3173158f7eb111406.jpg' type='image/jpg' length='345830' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/484627</link>
<guid isPermaLink="false">88812b5d5af6a8a56cc2ae1f35975ac7</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 11:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F03%2F12%2Fc0e396f3e91e9e6d4bb8bd893986190c.png&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2569 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อลดความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโรค</p>

<p>รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม &ndash; 9 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วย 137,276 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 211.48 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ อายุ 5&ndash;9 ปี อายุ 0&ndash;4 ปี อายุ 10&ndash;14 ปี ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ และลำพูน โดยพบการระบาดมากในพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษา สำหรับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น รองโฆษกฯ ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 1,194,342 ราย และเสียชีวิต 129 ราย โดยสถานการณ์ในปี 2569 มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากการกลับมาของกิจกรรมทางสังคมและการเดินทางระหว่างพื้นที่</p>

<p>ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน ป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรหยุดพักและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น &ldquo;หากมีอาการไข้สูง ไอ หอบ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1&ndash;2 วัน ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202603128de78894bbca503c15086b5cfce2a688115124.jpg' type='image/jpg' length='99367' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เตือน เฝ้าระวังพายุฤดูร้อนต่อเนื่องถึงพรุ่งนี้ กรมอุตุฯ ยกให้วันนี้เป็น จุดพีคที่ ขณะที่เช้านี้ กทม.และปริมณฑลโดนถล่มหนัก ฝนแช่ตัวนานกว่า 1 ชั่วโมง]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/484609</link>
<guid isPermaLink="false">cf64688b7b154618a3ebfe7fc268470a</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F03%2F12%2Fbf6113398d0290f5e44e7e53d79c6fa6.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งเตือนพื้นที่สีแดงครอบคลุมทุกภาค ให้ระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงและลูกเห็บตก ขณะที่เช้านี้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดนถล่มหนัก ฝนแช่ตัวนานกว่า 1 ชั่วโมง ให้เฝ้าระวังต่อเนื่องตลอดทั้งวันจนถึงวันพรุ่งนี้ พบเขตยานนาวาต้นไม้หักโค่นลงหลายจุด ปิดทับเส้นทางรถ ทางเท้า&nbsp; เจ้าหน้าที่เร่งคลี่คลายเปิดเส้นทางได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงขอชื่นชม</p>

<p>ตัวการสำคัญในการเกิด &#39;พายุฤดูร้อน&#39; ครั้งนี้มีคลื่นกระแสลมตะวันตกจากเมียนมา พัดเข้ามาปะทะกับอากาศร้อนและมีมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากจีนแผ่ลวมา ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฟ้าผ่าในหลายพื้นที่ วันนี้ถือเป็นวันที่สถานการณ์ &#39;พีคที่สุด&#39; กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงสูงดังนี้ :</p>

<p>&bull; ภาคเหนือ: เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, ตาก และสุโขทัย</p>

<p>&bull; ภาคอีสาน: จังหวัดเลย</p>

<p>&bull; ภาคกลาง: นครสวรรค์, ลพบุรี, สระบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล</p>

<p>&bull; ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี และระยอง</p>

<p>แม้ในช่วงเช้าหลายพื้นที่จะมีฝนตกลงมาแล้ว แต่ขอย้ำว่า &#39;ยังวางใจไม่ได้&#39; สถานการณ์วันนี้ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เนื่องจากอุณหภูมิที่ยังคงสูงในช่วงกลางวันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดพายุรอบใหม่ได้ในช่วง บ่าย ค่ำ และดึก เกษตรกรควรเร่งเสริมความแข็งแรงให้สิ่งปลูกสร้างและไม้ผลเพื่อป้องกันความเสียหาย สำหรับภาคใต้ มีฝนตกหนักบางแห่งจากอิทธิพลลมตะวันออก ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ต้องระวังคลื่นสูง 1-2 เมตร และในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นจะสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือ/จันทิมา&nbsp; ศิลชาติ&nbsp; NBT&nbsp;</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202603123c77aaf628ecab71f51a44b955e4c94c105719.jpg' type='image/jpg' length='76289' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/484100</link>
<guid isPermaLink="false">b6d8dc9f836e97b2e90888d3729b055a</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 17:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F03%2F10%2F9fabb45a9d23afd9c0c85ec3e1afe0d6.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2569จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569&nbsp; เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้ หลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&nbsp;</p>

<p>รมว.แรงงาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้&nbsp; มติครม.ยังได้ให้มีการขยายระยะเวลาในส่วนของการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและตรวจลงตรา (วีซ่า) จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผัน เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ในระหว่างนี้นายจ้างที่มีแรงงานทั้ง 3 สัญชาติในสังกัดและผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2&nbsp; กรมการจัดหางาน</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260310e189aea65844eaf124c3780a38bd224a170906.jpg' type='image/jpg' length='55103' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกรัฐมนตรี สั่งการหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้าน ในส่วนของงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/484099</link>
<guid isPermaLink="false">cd5d62721091c829959f5da0e8d73f3e</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 17:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F03%2F10%2Ff9e0dc9754cef75a73add36b27fb979b.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ทันที</p>

<p>ในส่วนของงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน พร้อมให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ปรับรูปแบบการจัดอบรมหรือกิจกรรมต่างๆ มาดำเนินการภายในประเทศไทยแทน/พนิตนาฏ ขวัญแสนสุข&nbsp; สวท.</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260310716d69424c78dca6c12f9550d324aef7170450.jpg' type='image/jpg' length='56611' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลัดมหาดไทย สั่งการด่วนผู้ว่าฯ 76 จังหวัด บูรณาการหน่วยงานด้านพลังงานและทุกภาคส่วน บริหารจัดการรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานทุกพื้นที่ทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/484098</link>
<guid isPermaLink="false">ddacd19ca3ab0caccb69261a8faebdce</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 16:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F03%2F10%2F901bc21131ff0b2c202722b750f0ad60.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>วันที่ 10 มี.ค. 69&nbsp;เวลา 13.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการภายหลังการหารือสถานการณ์พลังงานจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา</p>

<p>ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ดำเนินการ 3 แนวทาง ได้แก่&nbsp;</p>

<p>1. มอบหมายสำนักงานพลังงานจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจและรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้เชื้อเพลิงของภาคเอกชนในพื้นที่ตามประเภทกิจการ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลปริมาณความต้องการใช้น้ำมันแต่ละประเภทและปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับกิจการสำคัญที่ต้องได้รับการจัดสรรเป็นลำดับต้น แล้วรายงานข้อมูลให้กระทรวงพลังงานทราบโดยด่วน&nbsp;</p>

<p>2. บูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสจำหน่ายในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน&nbsp;และ</p>

<p>3. เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และไม่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีพของประชาชน</p>

<p>&ldquo;เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ต่อภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่ จึงเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานในพื้นที่ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่นที่สุด ป้องกันการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทางกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้นำและผู้บริหารราชการในพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างใกล้ชิดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง&rdquo; ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026031040204c1800f41c925a404542535f9e84165954.jpg' type='image/jpg' length='60281' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการค้าภายใน เดินหน้าจัดโครงการธงฟ้ากว่า 1,200 ครั้ง เพื่อลดค่าครองชีพกับประชาชนทั่วประเทศ โดยขยายร้านธงฟ้าตรึงราคามาตรฐานเดียวกัน พร้อมช่วยเกษตรกรลดต้นทุนผลิต]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/480552</link>
<guid isPermaLink="false">641841fbdd78295fef6633cf23cd76fb</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 09:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F02%2F27%2Fc4e7cb38e6fb0c91201f81d9785fe15b.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการที่ดำเนินการแล้วและเตรียมขยายผลเพิ่มเติม เช่น โครงการธงฟ้าลดค่าครองชีพ ตั้งเป้าจัดกว่า&nbsp;1,200&nbsp;ครั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม&nbsp;2568&nbsp;ดำเนินการแล้วกว่า&nbsp;430&nbsp;ครั้ง ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อย พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา และกระจายสินค้าสู่กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกัน มีร้านอาหารธงฟ้ากว่า&nbsp;5,300&nbsp;แห่งทั่วประเทศ เป็นทางเลือกอาหารราคาประหยัด โดยกรมการค้าภายใน สนับสนุนวัตถุดิบและเตรียมขยายเพิ่ม รวมถึงร้านธงฟ้ากว่า&nbsp;168,000&nbsp;แห่ง รองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า&nbsp;13&nbsp;ล้านคน นอกจากนี้ ยังเตรียมรองรับโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส&nbsp;2&nbsp;ด้วยการประสานตลาดสดและตลาดค้าส่งค้าปลีก จัดเป็น &ldquo;ตลาดติดดาว&rdquo; กำหนดราคาสินค้ามาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสนด้านราคา พร้อมจัดกิจกรรมธงฟ้าในช่วงเทศกาล และโครงการพิเศษ เช่น ธงฟ้ารับเปิดภาคเรียนเดือนเมษายน และโครงการส่งเสริมบริโภคผลไม้ช่วยเกษตรกรและลดค่าครองชีพประชาชน</p>

<p>อธิบดีกรมการค้าภายใน ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ว่า ยังคงดำเนินโครงการธงเขียวจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกต่อเนื่อง ควบคู่ความร่วมมือกับกรมที่ดิน เพื่อให้ความรู้การใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินและการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน/วาสนา&nbsp; เงินทูล สวท.</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202602279cc722c37e585fbb5d22632d8ad2f7f2095119.jpg' type='image/jpg' length='103053' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กกต.อนุมัติงบเยียวยาน้ำท่วม กว่า 2,200 ล้านบาท คาด เงินถึงมือประชาชนในสัปดาห์นี้]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/799/iid/477230</link>
<guid isPermaLink="false">c040d52453ec8abcdc5dee77bfb7ff31</guid>
<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="pic" src="https://thainews.prd.go.th/_next/image/?url=https%3A%2F%2Fnnt-storage-thainews.prd.go.th%2Fmedia-news%2Fraw%2F2026%2F02%2F17%2Fbf2d413f8060954980bf7116ccbc227f.jpg&amp;w=3840&amp;q=75" /></p>

<p>นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;กล่าวขอบคุณคณะกรรมการการเลื<wbr />อกตั้ง หรือ กกต. ที่ได้พิจารณาอนุมัติ<wbr />งบประมาณสำหรับการจ่ายเงินเยี<wbr />ยวยาผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รั<wbr />บผลกระทบในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่<wbr />าง ภาคกลาง และภาคใต้&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ภายหลังจากที่ กกต. ให้ความเห็นชอบแล้ว ในวันนี้สำนักงบประมาณจะดำเนิ<wbr />นการโอนงบประมาณไปยังกรมป้องกั<wbr />นและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งคาดว่าการโอนเงินเยี<wbr />ยวยาจะถึงมือประชาชนภายในสั<wbr />ปดาห์นี้</p>

<p>อย่างไรก็ตาม&nbsp;งบประมาณดังกล่าว เป็นไปตามมติ<wbr />คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13&nbsp;มกราคม วงเงิน&nbsp;2,203&nbsp;ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีสิทธิที่<wbr />ตกค้างจากการลงทะเบียนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือต่อเนื่<wbr />องจากการจ่ายเงินเยียวยา 2&nbsp;รอบก่อนหน้า/กรรณิกา แก้วใส&nbsp; &nbsp;สวท.</p>

<p>ที่มา : NBT CONNEXT</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260217ca8b42b4008da12529430efd00ca9810162355.jpg' type='image/jpg' length='60873' />
</item>
</channel>
</rss>
