<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวรอบภูมิภาค สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/534069</link>
<guid isPermaLink="false">2154670bfd65598f0583f2b72dce1b35</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 15:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/210869_1529.jpg" style="width: 500px; height: 376px;" /></p>

<p>สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 จัดอบรม-ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัย สร้างความพร้อมบุคลากรรับมือเหตุฉุกเฉิน</p>

<p>วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นางพิศมัย เลิศอิทธิบาท ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมป้องกันและระงับอัคคีภัยภายในสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะให้บุคลากรสามารถรับมือเหตุอัคคีภัยและสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย<br />
การอบรมได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก และเทศบาลตำบลหัวรอ โดยเทศบาลตำบลหัวรอสนับสนุนบุคลากรและอุปกรณ์สำหรับการฝึกปฏิบัติ ครอบคลุมการประเมินสถานการณ์ การแจ้งเหตุ การใช้ถังดับเพลิงเบื้องต้น การอพยพหนีไฟ และการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ<br />
จากนั้นได้ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุตามสถานการณ์จำลอง เหตุเพลิงไหม้ภายในสตูดิโอโทรทัศน์ โดยจำลองเหตุไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เกิดเพลิงไหม้และมีผู้ปฏิบัติงานอยู่ภายในพื้นที่ ผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตั้งแต่การแจ้งเหตุ การประสานงาน การควบคุมเพลิงเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และการอพยพไปยังจุดรวมพล<br />
ภายหลังการอพยพ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจำนวนและอาการของผู้อพยพ พบผู้มีอาการวิงเวียนศีรษะ 3 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าพลิกจากการอพยพ 3 คน จึงเข้าช่วยเหลือและปฐมพยาบาลตามขั้นตอน เพื่อทดสอบความพร้อมในการดูแลผู้ประสบเหตุและการประสานงานในภาวะฉุกเฉิน<br />
ทั้งนี้ มีบุคลากรจากสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 และส่วนบริหารกิจการโทรทัศน์ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมการอบรมและฝึกซ้อมแผนฯ รวมประมาณ 80 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างความพร้อมในการป้องกันและระงับอัคคีภัย ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และให้สามารถปฏิบัติภารกิจของทางราชการได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608214c3d7c987f52889ea8ecb0474520638c153324.jpg' type='image/jpg' length='166247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[หน่วยงานภาครัฐออกมาตรการเร่งด่วน ระดมกำลังช่วยเหลือประชาชน ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533965</link>
<guid isPermaLink="false">1403fb22d7ec701992ed6dde64ee4612</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 12:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/210869_1232.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>หน่วยงานภาครัฐเร่งบูรณาการกำลังและดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านอย่างครอบคลุม ทั้งด้านการคมนาคมและระบบขนส่ง การแพทย์และสาธารณสุข การดูแลค่าครองชีพและผู้ประกอบการ การช่วยเหลือสถานศึกษาและจัดเตรียมศูนย์พักพิง ตลอดจนการดูแลระบบสาธารณูปโภค สำหรับการเดินทางทางอากาศ ท่าอากาศยานน่านนครยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และเที่ยวบินสามารถให้บริการได้ตามตารางบิน การเดินทางด้วยรถโดยสาร บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เส้นทางกรุงเทพฯ&ndash;ทุ่งช้าง สามารถกลับมาเดินรถได้ตามปกติ ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กระทรวงพาณิชย์กำชับให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุน ส่วนการดูแลกลุ่มเปราะบาง ได้จัดตั้ง War Room พม. ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง จัดทำบัญชีกลุ่มเปราะบาง &ldquo;รายคน&ndash;รายบ้าน&rdquo; ในพื้นที่เสี่ยง หากมีความเสี่ยงให้เร่งประสานการอพยพทันที และเตรียมแผน &ldquo;ฟื้นบ้าน&ndash;ฟื้นคน&rdquo; หลังน้ำลดทันที ด้านสาธารณสุข ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อติดตามสถานการณ์ และพร้อมในการดูแลกลุ่มเปราะบาง จัดเตรียมเส้นทาง EMS/Refer สำหรับการเคลื่อนย้ายและส่งต่อผู้ป่วย ด้านสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งศูนย์ &ldquo;กระทรวงศึกษาธิการ ช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดน่าน&rdquo; เร่งสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาและบ้านพักครู เพื่อกำหนดแนวทางซ่อมแซมและฟื้นฟูภายหลังน้ำลด เพื่อเร่งให้สถานศึกษาสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้โดยเร็ว นอกจากนี้ SME D Bank ยังได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย โดยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน และมาตรการเติมทุนฉุกเฉินเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูกิจการ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608218e7582e2cbab01c1ac2a3b574adbcc64124151.jpg' type='image/jpg' length='262678' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทรงศักดิ์ สั่งทุกหน่วยเร่งแก้น้ำท่วม “ยศชนัน-เจเศรษฐ์-สุริยะ-อดุลย์” ลงพื้นที่ จ.น่าน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533963</link>
<guid isPermaLink="false">bbf3ab0e5406a66408482c94181a669a</guid>
<pubDate>Fri, 21 Aug 2026 12:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/210869_1231.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>รัฐบาลระดมทุกภาคส่วนรับมือและช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ทั้งการติดตามและคาดการณ์ปริมาณฝนอย่างแม่นยำในการชี้เป้าพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย ระบบไฟฟ้า กำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลเตือนภัยให้รวดเร็ว ถูกต้อง และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และเร่งประเมินความเสียหายเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ได้ลงพื้นที่จังหวัดน่าน บริหารจัดการน้ำโดยได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อเตรียมรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ และสั่งการเร่งด่วน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันของทุกจังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ จัดตั้งศูนย์บัญชาการ Single Command War Room ในทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อให้สามารถสั่งการและบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างเป็นเอกภาพและเบ็ดเสร็จ วางระบบเตือนภัยและแผนอพยพประชาชน และเตรียมพร้อมด้านกำลังพลปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ อาหารกล่อง น้ำดื่ม อพยพและการเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมสูง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำ กำชับให้กรมชลประทานเร่งระดมเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบและระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมโดยเร็ว สำหรับด้านการสนับสนุนกำลังพลและการฟื้นฟู พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่อำเภอปัว เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำรถครัวพระราชทานและรถผลิตน้ำประปาสนามเคลื่อนที่ โดยเน้นย้ำกำลังพลให้เร่งช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูและทำความสะอาดบ้านเรือน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260821626107cc2779a8abe9fbb4765424320a123951.jpg' type='image/jpg' length='262823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศุภจี เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533447</link>
<guid isPermaLink="false">b7e248ba33d47fbc5a5da9752d31940a</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/200869_0952.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทาง<br />
การทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่าน 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด จึงกำหนดการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน นำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกันในภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน โดยจัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ เพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา ทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า เปลี่ยน Visitor Economy จากจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน เพื่อกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น สร้างระบบ &ldquo;Big Brother&rdquo; ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก เชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ใช้ AI และดิจิทัล ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วง 6 เดือน - 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2&ndash;4 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260820dd941b89a7fb0bcda77b868b8ef7b907095931.jpg' type='image/jpg' length='173636' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533444</link>
<guid isPermaLink="false">ba81d8e587c57548d1748cd450065942</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/200869_0951.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย&ndash;ออสเตรเลีย จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลีย ให้มีความแน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยการหารือครอบคลุม 4 สาขาสำคัญ ได้แก่ 1. การเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ 2. เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ 3. วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน จะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ และ 4. ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ซึ่งจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง&ndash;ออสเตรเลีย และกรอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน และ แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย (TAFTA) ขยายการค้าและการลงทุน สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;ออสเตรเลียในระยะต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260820f21eb0740b354e2443c0e7174f92e920095744.jpg' type='image/jpg' length='234149' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ก้าวสู่ปีที่ 41]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533227</link>
<guid isPermaLink="false">eee6096ca49456692f523106f71e4a90</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/190869_1528.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ก้าวสู่ปีที่ 41 สร้างสรรค์สื่อดี เพื่อประชาชน ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐสู่ประชาชน พร้อมเปิดรับฟังเสียงของประชาชนและสะท้อนกลับไปยังภาครัฐ โดยปรับรูปแบบการสื่อสารให้สอดรับกับพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารในยุคดิจิทัล</p>

<p>(19 ส.ค. 69) นางพิศมัย เลิศอิทธิบาท ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานฯ ได้แก่ พระอินทร์เป่าสังข์ พระภูมิ พระพิฆเนศ และพญานาคราช เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 40 ปี พร้อมกันนี้ นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก หัวหน้าหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และเครือข่ายสื่อมวลชน ร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้ด้วย จากนั้นเข้าสู่พิธีทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 9 รูป และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความผูกพันของบุคลากรในองค์กร เพื่อร่วมรำลึกถึงเส้นทางการทำงานที่มุ่งมั่นทำหน้าที่ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เพื่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง<br />
งานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 40 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรำลึกถึงวันสถาปนา พร้อมเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ความรักและความสามัคคีของบุคลากร รวมถึงสื่อสารให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนรู้จักบทบาทภารกิจของสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 มากยิ่งขึ้น<br />
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2529 สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 เดิมจัดตั้งขึ้นในฐานะ &ldquo;ศูนย์ประชาสัมพันธ์เขต 4&rdquo; ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมประชาสัมพันธ์ และเริ่มดำเนินงานในปี 2530 โดยใช้ศาลาประชาคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราว พร้อมปรับปรุงอาคารสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์เขาสมอแคลง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อใช้เป็นสถานีชั่วคราวสำหรับผลิตข่าวและรายการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ต่อมาได้รับมอบที่ราชพัสดุ เนื้อที่ 7 ไร่ บริเวณถนนเอกาทศรถ ตำบลหัวรอ จังหวัดพิษณุโลก จากองค์การทอผ้า กระทรวงกลาโหม เพื่อก่อสร้างสำนักงาน สถานีวิทยุโทรทัศน์ และบ้านพักข้าราชการ โดยใช้เวลาก่อสร้างระหว่างปี 2532&ndash;2534 และประกอบพิธีเปิดอาคารอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2535 จากนั้น เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ ยกฐานะเป็น &ldquo;สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4&rdquo; ก่อนปรับชื่ออีกครั้งเป็น &ldquo;สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4&rdquo; ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นมา<br />
ตลอดระยะเวลา 40 ปี สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐสู่ประชาชน พร้อมเปิดรับฟังเสียงของประชาชนและสะท้อนกลับไปยังภาครัฐ โดยปรับรูปแบบการสื่อสารให้สอดรับกับพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารในยุคดิจิทัล โดยมุ่งพัฒนาและผลิตสื่อในหลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งข่าวสาร สื่อดิจิทัล และคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ประชาชนในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ถูกต้อง รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และทันต่อสถานการณ์ ควบคู่กับการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประชาชนในพื้นที่ ภายใต้วิสัยทัศน์ &ldquo;การเป็นองค์กรสื่อสารมวลชนภาครัฐที่น่าเชื่อถือ มืออาชีพ และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง&rdquo; พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย &ldquo;40 ปี สปท.4 สร้างสรรค์สื่อดีเพื่อประชาชน&rdquo; ตอกย้ำการปรับตัวจากสื่อแบบดั้งเดิมสู่การสื่อสารยุคใหม่ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และพร้อมก้าวไปกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐกับประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026081962e828cd33ab98809c930275eff048f4153227.jpg' type='image/jpg' length='141363' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบ 433 ล้าน เสริมความปลอดภัยประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533125</link>
<guid isPermaLink="false">05cdb10851efbdd68480ed9cf27c8511</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/190869_1229.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมการปกครอง ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 433,519,268 บาท โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ 1. การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท 2. การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท เพื่อการสื่อสารด้านความมั่นคงสู่ชุมชนพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา 3. การปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัล ให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี วงเงิน 49,618,050 บาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัยในระดับพื้นที่ให้เข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชุมชนชายแดนไทย - กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด 22 อำเภอได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทางด้านความมั่นคงอื่น ๆ เช่น การรุกล้ำพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชน การลักลอบเข้าเมือง ลักลอบขนของหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260819f215b13c87d6a4bc46fbdebc597ae7ec124112.jpg' type='image/jpg' length='209509' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการคนประจำเรือ - ผู้รับงานไปทำที่บ้าน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533122</link>
<guid isPermaLink="false">7c80d2c8453e1c8fb553659f5c8f3cc7</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/190869_1228.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายและหลักเกณฑ์ด้านแรงงาน รวม 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เพื่อเพิ่มสิทธิและหลักประกันให้คนทำงานแต่ละกลุ่มได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ได้แก่ 1. คนประจำเรือ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ...) พ.ศ. &hellip; กำหนดให้นายจ้างต้องนำคนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและเงินทดแทนโดยตรง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน พร้อมทั้งยกระดับการคุ้มครองให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเวลา 22.00 &ndash; 06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมตามหลักสูตร หรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 2. ผู้รับงานไปทำที่บ้าน แก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. &hellip; ให้ครอบคลุมการรับงานผ่านระบบออนไลน์ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และงานบริการ โดยห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน ห้ามผู้ว่าจ้างใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี หญิงมีครรภ์ทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย และให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกันหรือไม่จ่ายค่าตอบแทนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในระหว่างผิดนัดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ร้อยละ 15 ต่อปี ผู้จ้างงานที่ฝ่าฝืนจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 - 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3. ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม จำนวน 2 ฉบับ ที่ผ่านร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม เปลี่ยนถ้อยคำจาก &ldquo;สามีหรือภรรยา&rdquo; เป็น &ldquo;คู่สมรส&rdquo; เพื่อให้ครอบคลุมคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำกัดเพศ ส่งผลให้คู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ทั้งเงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพ คาดว่าในช่วงปี 2569&ndash;2573 จะมีคู่สมรสตามกฎหมายทุกเพศได้รับประโยชน์จากสิทธิค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 11,064 - 12,021 คน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026081949875a641acb0efa27a4ca5fff1998fc123917.jpg' type='image/jpg' length='216191' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ชวนภาคธุรกิจออสเตรเลีย ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน เชื่อมตลาดอาเซียน  ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/533120</link>
<guid isPermaLink="false">689fc1deb9eaf60e8fb51ed3461a984f</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/190869_1227.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 - 20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งได้แสดงวิสัยทัศน์ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอน ใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. ทำให้ภูมิภาคนิยม โดยการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม 2. รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือการทำงานร่วมกัน 3. สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ &ldquo;หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้ในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสในการขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา อีกทั้งยังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติสามารถได้รับการอนุมัติให้ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202608199e02ee29f6e5f27c8d6a6087e037dff4123717.jpg' type='image/jpg' length='226383' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พัฒนา เปิดมหกรรม “ส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข”]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/532206</link>
<guid isPermaLink="false">ccd60455f6d76e3f8f479e6140e1f51f</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 12:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/082569/170869_1158.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เปิด &ldquo;มหกรรมส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข&rdquo; เพื่อเดินหน้าป้องกัน สร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพประชาชนในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และเกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว หลังพบประชาชน ร้อยละ 57.37 นิยมรับประทานอาหารรสเค็มจัด ได้รับโซเดียมเฉลี่ย 2,358 มิลลิกรัมต่อวัน เกินกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด และยังมีอัตราผู้ป่วยเบาหวานสูงเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสานตอนกลาง จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2568 พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีสาเหตุสำคัญเกิดจากการบริโภคเกลือและโซเดียมมากเกินไป ทำให้คนไทยมากกว่า 22 ล้านคน ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง อีกทั้ง กรมอนามัย ยังสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย พ.ศ. 2567-2568 พบว่า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 3 ใน 4 ของคนไทยทั้งหมดประมาณ 400,000 คนต่อปี สำหรับอาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารตากแห้ง อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องและอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็งหรือแช่เย็น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส ซุปก้อน และอาหารที่ใส่ผงฟู เช่น เค้ก เบเกอรี่ ขนมปัง เป็นต้น วิธีลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อสุขภาพที่ดี ควรลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง หันมาปรุงอาหารกินเอง ชิมก่อนปรุง เลี่ยงการปรุงเพิ่ม การใช้น้ำจิ้มหรือน้ำราด เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดีในระยะยาว อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุข ยังได้เร่งขับเคลื่อนกิจกรรม Health Station &ldquo;ลดเค็ม ลดโรค NCDs โมเดล&rdquo; ในทุกอำเภอ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำให้ห่างไกลจากโรค NCDs ยืดระยะเวลาการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 50 และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260817491e53541608b1dd7158b364d43515bd120351.jpg' type='image/jpg' length='240126' />
</item>
</channel>
</rss>
