<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวรอบภูมิภาค สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์ ลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost”]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/527163</link>
<guid isPermaLink="false">7c31b09fac4ab148da17855fc414bfd7</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/310769_0932.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสมาคมการค้าส่งปลีกไทย จัดงานมหกรรมลดราคาสินค้า อุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ภายใต้ชื่อ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 ณ ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 130 ร้าน 800 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ขยายโอกาสให้ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น กระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง โดยลดราคาสูงสุดกว่า 60% และกระตุ้นเศรษฐกิจในการใช้จ่ายภายในประเทศ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และสินค้าชุมชน ในพื้นที่สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นและร้านค้าโชห่วยในพื้นที่ด้วย และอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างทั่วถึงผ่านนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; สำหรับสินค้าที่ร่วมโครงการ ประกอบด้วย 17 หมวดสินค้า ได้แก่ สินค้าบริโภค 8 หมวด ได้แก่ ข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช ซีอิ๊วและเครื่องปรุง น้ำตาล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และกาแฟ และสินค้าอุปโภค 9 หมวด ได้แก่ แชมพูและครีมนวดผม สบู่และครีมอาบน้ำ ยาสีฟันและแปรงสีฟัน ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน กระดาษทิชชู ผ้าอนามัยและผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มีคุณภาพในราคาประหยัด ณ ร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นใกล้บ้านที่มีสัญลักษณ์ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งสนับสนุนสินค้า SMEs สินค้าชุมชน และกระจายรายได้สู่ชุมชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260731b35893343cfe17c40245b5605d413e09093748.jpg' type='image/jpg' length='236389' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สุชาติ - ซาบีดา ชวนคนไทยเที่ยวชม มรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/526207</link>
<guid isPermaLink="false">6f9e6ca09fcf3a2fb290653a14b6c7df</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/270769_1043.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติเห็นชอบให้ &ldquo;วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช&rdquo; ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ โดยวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อด้านจิตวิญญาณ มีองค์ประกอบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาและศิลปกรรมที่ถ่ายทอดเชื่อมโยงผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทรมายาวนานกว่า 1,500 ปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของประเพณีและวิถีวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับหลักคำสอนทางศาสนาได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) การขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงทางวัฒนธรรม ศาสนา สร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ และส่งเสริมรายได้ประชาชน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีจัดแสดงนิทรรศการถาวร ห้องพระมหาธาตุแห่งเมืองนครศรีธรรมราช ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช ผ่านสื่อจัดแสดงที่ทันสมัยและสวยงาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างประสบการณ์เสมือนได้เดินชมเรื่องราวภายในวัดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่น ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมภาคภูมิใจและเที่ยวชม &ldquo;วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช&rdquo; และร่วมกิจกรรมในช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและร่วมอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260727e502e3c54d73304e879d3d49a7e92a08105041.jpg' type='image/jpg' length='228793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พัฒนา คิกออฟ “อาสาพยาบาลชุมชน”]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525463</link>
<guid isPermaLink="false">7066028bb6fec09f85ac6f638c6b35bb</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/240769_0927.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่องตั้งแต่ระดับครัวเรือน โดยเน้นย้ำว่า อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ไม่ได้มาทดแทนบุคลากรวิชาชีพ แต่มาเสริมพลังให้กับระบบบริการสุขภาพ ทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หน่วยบริการสุขภาพ และทีมสหวิชาชีพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง 2. ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3. แม่และเด็ก และ 4. ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ระยะแรกจะคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรม 7,256 คน ใน 76 จังหวัด จัดสรรตำบลละ 1 คน คุณสมบัติของผู้สมัคร อสพ. ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และมีอายุไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดตามกลุ่มคุณวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีชื่อในทะเบียนบ้านหรืออาศัยอยู่จริงในพื้นที่สมัคร แบ่งคุณวุฒิเป็น 3 ส่วน คือ 1. ปริญญาตรีทั่วไป อายุไม่เกิน 60 ปี เข้ารับการอบรม 240 ชั่วโมง 2. ปริญญาตรีด้านสุขภาพ อายุไม่เกิน 65 ปี เข้ารับการอบรม 120 ชั่วโมง 3. กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ อายุไม่เกิน 70 ปี เข้ารับการอบรม 30 ชั่วโมง ผู้ที่สนใจสามารถยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในจังหวัดภูมิลำเนา ได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 4 กันยายน 2569 และเริ่มการอบรมหลักสูตร อสพ. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขเชื่อมั่นว่า การมีคนในพื้นที่ที่ผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างมีมาตรฐาน จะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเร็วขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และใกล้บ้านมากขึ้น ตามเป้าหมายการยกระดับสุขภาพที่มั่นคงของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202607247aea34454bbc9d1b4bbeeb98f8478b72094515.jpg' type='image/jpg' length='222971' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งแก้ปัญหาทุจริตในภาครัฐ ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา”]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525461</link>
<guid isPermaLink="false">485dd1feecc3efe3edfc00c5407f69d1</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 09:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/240769_0926.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถือเป็นกลไกการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. ปัญหาทุจริตและสินบนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน 2. การปรับปรุงระบบอนุญาตและบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนต่อประเทศไทย และยกระดับระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ผ่านแนวทาง &ldquo;2 ลด 1 เพิ่ม&rdquo; ได้แก่ ลดดุลพินิจ ลดการเผชิญหน้าและคนกลาง และเพิ่มความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ เพื่อปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และยกระดับระบบราชการไทย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที และเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ นอกจากนี้ยังเห็นชอบโครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจของ กกร. มาใช้ประกอบการคัดเลือกหน่วยงานและกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อเร่งปรับปรุงกระบวนงานให้เห็นผลภายใน 6 เดือน เป้าหมายหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง พร้อมทั้งพิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ มาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สนับสนุนการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) และแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260724a7d4f89da934e6f540cdd86d5da3392a094248.jpg' type='image/jpg' length='204980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ท่องเที่ยว แถลงจัดงาน “World Travel & Culture Expo 2026”]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525000</link>
<guid isPermaLink="false">b980d0749c38038c5ae31537e43e0fad</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/230769_0908.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และ Guangdong Grandeur International Exhibition Group ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แถลงข่าวงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 (WTCE 2026) มหกรรมระดับนานาชาติที่รวบรวม 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมสวนสนุกและแหล่งท่องเที่ยว (TAAPE) อุตสาหกรรมกีฬาและบิลเลียด (TBE) เทคโนโลยีแสง สี เสียง และการแสดง (ASE) อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และธุรกิจ Global IP ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภค เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน เชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกับเครือข่ายนานาชาติ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงของอาเซียน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรจากทั่วโลก จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 ระหว่างวันที่ 29&ndash;31 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสทางธุรกิจ นำเสนอศักยภาพของไทยสู่สายตานานาชาติ และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งอนาคตไปด้วยกัน อีกทั้งในปี 2569 ยังเป็นวาระสำคัญที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนก้าวสู่ปีที่ 51 งาน WTCE 2026 จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดมิตรภาพ ขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย&ndash;จีนผ่านเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งตลาดจีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของประเทศไทย คาดการณ์ว่า ตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 5 ล้านคน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260723590628c5cca4274e528b9f89d50af2f5092234.jpg' type='image/jpg' length='247728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด Thailand–China Cooperation Expo 2026 ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524992</link>
<guid isPermaLink="false">ec28ec20cdb5faabb7bb8a1414dffab7</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 09:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/230769_0907.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Investing for the Future, Growing Together&rdquo; โดยย้ำว่าไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากจีนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว มีโครงการ Thailand FastPass ช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มีความมั่นคง ปลอดภัย ขอให้นักลงทุนเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ยืนยันว่าจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยเป็นลำดับต้นในนโยบายการทูตรอบบ้าน พร้อมยึดถือไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้และพึ่งพาได้เสมอมา ทั้งนี้ งาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการไทยและจีนเข้าร่วมกว่า 270 บริษัท จัดแสดงสินค้ากว่า 670 บูธ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังมี Job Fair รวมตำแหน่งงานจาก 47 บริษัทชั้นนำไทย-จีน เปิดรับสมัครกว่า 3,000 อัตรา และ Education Fair ทุนการศึกษากว่า 2,000 ทุน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนกว่า 20 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยรุ่นใหม่สู่เศรษฐกิจยุค AI และเทคโนโลยี และยกระดับจากงานแสดงสินค้าไปสู่แพลตฟอร์มความร่วมมือไทย&ndash;จีนอย่างครบวงจร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260723d5dda287de49b6c1f335792ed428b48d091834.jpg' type='image/jpg' length='232244' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524685</link>
<guid isPermaLink="false">e2b7f3b80b75c3e5ca76a9b9aced993e</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 11:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/220769_1119.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ &ldquo;THAILAND&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo; ได้มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ &ldquo;Lifelong Support&rdquo; เพื่อการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดช่วงชีวิต พร้อมทั้งแถลงผลงานรอบ 90 วันของทั้ง 5 กระทรวง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม การสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน การพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกร การยกระดับสิทธิสวัสดิการผู้ประกันตนและกลุ่มเปราะบาง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขดิจิทัลและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจใหม่ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026072206086a9cf51a2543b52a8fd530ad5bd7113906.jpg' type='image/jpg' length='199681' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้ ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524681</link>
<guid isPermaLink="false">1406b53268048b82a1f104f9de45bab3</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/220769_1118.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568 เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานให้สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ป้องกันและลดผลกระทบจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับภัยอันเกิดจากน้ำในอนาคต โครงการดังกล่าวจะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรฐานของทางราชการอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563&ndash;2568 เป็น พ.ศ. 2563&ndash;2570 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260722a43feeb5166947cfa698378a27487e2f113727.jpg' type='image/jpg' length='228296' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พม. ยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน ด้วยเทคโนโลยี AI]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524192</link>
<guid isPermaLink="false">254c0d151d00e72ebba88e0cfb8c8dbf</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 10:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/210769_0956.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินหน้ายกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดในการช่วยเหลือดูแลประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบช่วยเหลือ &ldquo;กลุ่มเปราะบาง&rdquo; ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐ โดยยกระดับการดำเนินงานของ OSCC หรือที่ปัจจุบันชื่อ &ldquo;ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน&rdquo; หรือ ศรส. และสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบ ใน 4 มิติ ดังนี้ 1. การเพิ่มศักยภาพด่านหน้า &ldquo;สายด่วน 1300&rdquo; โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่อีก 27 อัตรา เพื่อเปิด 30 คู่สายเต็มในช่วงเวลาหนาแน่น ปรับปรุงระบบฝากข้อความ ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ เชื่อมฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนผู้โทรได้ทันที และขยายช่องทางการรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อส่งต่อเคสกับหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข 2. นำเทคโนโลยี และ AI มาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รับสายแบบเชิงรุก เพื่อตอบคำถามประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น และใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับปัญหาสังคมบนโลกออนไลน์ หากพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือน และส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือเชิงรุก 3. ปรับโฉมภาพลักษณ์การช่วยเหลือในพื้นที่ระดับภูมิภาคของ ศรส.จังหวัด ภายใต้ชื่อ &ldquo;ศรส. สร้างสุข&rdquo; เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 24 ชั่วโมง บูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชนอย่างตรงจุด 4. กลไกจัดการรายกรณี ประเมินความเสี่ยงทางสังคม เพื่อกำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่ที่ชัดเจน กรณีวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงและสีแดงเข้ม เช่น เด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หน่วยเคลื่อนที่เร็วต้องเข้าช่วยเหลือทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ E-Tracking โดยเพียงกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260721de130ba0c6a2e70f93820612ccfc862a100430.jpg' type='image/jpg' length='236991' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524190</link>
<guid isPermaLink="false">6529b7ca1f6053ca936a5fec325f55cb</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 10:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/210769_0955.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>ภารกิจวันสุดท้ายของการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งผลักดันความร่วมมือเรื่องการค้าและการลงทุน ขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยกระดับทักษะแรงงานไทย การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ด้านความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม ด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน อีกทั้งยังมีการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ ไทย &ndash; จีน จำนวน 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านการศึกษา เศรษฐกิจ AI ทรัพย์สินทางปัญญา สาธารณสุข การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ ความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202607213ea1035726904df9430f09fe20b47230100234.jpg' type='image/jpg' length='219961' />
</item>
</channel>
</rss>
