<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวรอบภูมิภาค สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ประเสริฐ ผลักดัน ”ASEAN Zero Dropout“ สู่เวทีสากล]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/521301</link>
<guid isPermaLink="false">be1aea74d7acac723fc5e60dd43961ad</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/130769_0931.jpg" style="width: 508px; height: 508px;" /></p>

<p>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม Transforming Education Summit +4 (TES+4) ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส&nbsp;เพื่อกำหนดนโยบายและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน ซึ่งนายประเสริฐได้แลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทยให้ครอบคลุม เท่าเทียม และตอบสนองต่อผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เรียนกลุ่มเปราะบาง ภายใต้หลักการ &ldquo;ไม่ทิ้งผู้เรียนคนใดไว้ข้างหลัง&rdquo; เน้นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ปฏิรูประบบจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็น เพื่อให้ทรัพยากรเข้าถึงผู้เรียนกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด 2) ขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout ควบคู่กับการพัฒนาระบบ Credit Bank เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น 3) สร้างสภาพ แวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและครอบคลุม 4) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดภาระงานธุรการของครู ภายใต้แนวคิด &ldquo;All for Education&rdquo; เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุม เท่าเทียม ยืดหยุ่น และพร้อมรับอนาคต อีกทั้งได้ประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Education Meeting (GEM) 2027 ขับเคลื่อนการศึกษาภายใต้แนวคิด &ldquo;Education for All, and All for Education&rdquo; เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งผู้เรียนคนใดไว้ข้างหลัง และนำเสนอแนวคิด Road to ASEAN Zero Dropout 2030&nbsp;ตั้งเป้าผลักดันให้เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาค และเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 พร้อมทั้งเดินหน้าขับเคลื่อนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทบทวนทางเทคนิค (Technical Review) ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว ซึ่งไทยกับ OECD โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เริ่มความร่วมมือด้านการศึกษามาตั้งแต่ปี 2561 โดย OECD ได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยในความร่วมมือต่าง ๆ และยินดีสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้แก่ การเพิ่มความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาต่างชาติ เศรษฐกิจและรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น มาตรฐานการศึกษาเข้าใกล้ระดับโลก เช่น ผล PISA ดีขึ้น ระบบราชการโปร่งใส และสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260713fbf29f1348a7515dd50793baaf1ab387095719.jpg' type='image/jpg' length='227458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย - มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520638</link>
<guid isPermaLink="false">3764c9252b500a067eeabaefb5bbf629</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 08:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/100769_0838.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 โดยนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับด้วยตนเอง สำหรับการหารือเต็มคณะ ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศพร้อมทั้งเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญทั้งการกลับมาเปิดให้บริการเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวิร์ธให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก-รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาคและเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์อาชญากรรมบริเวณชายแดน และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศโดยตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกัน ส่วนประเด็นกุ้งและปลากะพงทั้งสองประเทศได้หาทางออกร่วมกันเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกรนอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนไทยในมาเลเซียโดยตรง เพื่อนำไปผลักดันและต่อยอดการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและมาเลเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026071003e8819f2a8525866f3a04591683a438084403.jpg' type='image/jpg' length='140440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520404</link>
<guid isPermaLink="false">f86033b6b762270e2c324b9d24e45304</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 11:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/090769_1134.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand Medical&amp; Wellness Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบ International Healthcare Week 2026 โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากหลายประเทศเข้าร่วมนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า &ldquo;สุขภาพ&rdquo; ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาโรค แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนของโลก ประเทศไทยจึงเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ทั้งในด้านการยกระดับมาตรฐานและนวัตกรรมด้านสุขภาพ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้าน Wellness พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยเป็น Medical Hub ของโลก เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับผู้ต้องการบริการสุขภาพครบวงจร ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ และยกระดับการจ้างงานงาน International Healthcare Week 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีเพื่อให้ประชาชนภาคธุรกิจ เข้าถึงนวัตกรรมและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และสร้างโอกาสทางธุรกิจโดยรวมงานใหญ่ระดับนานาชาติ 4 งานไว้ด้วยกัน ได้แก่ 1. งานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และความงาม (Thailand Medical &amp; Wellness Expo 2026) 2. งาน CPHI South East Asia งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม การผลิตยาครบวงจร 3. งาน World Health Expo (WHX Bangkok)งานแสดงเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องปฏิบัติการ และ 4. งาน Medtec Southeast Asia งานแสดงสินค้า ชิ้นส่วน เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพให้กับประเทศไทยได้สูงถึง 1,137.76 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026070904156a959a0522384cdb041840238de1114303.jpg' type='image/jpg' length='136607' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุม กรอ. นัดพิเศษ เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520401</link>
<guid isPermaLink="false">a368b07db6175ea2c94bb45d2121dc99</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/090769_1133.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 เน้นย้ำการเตรียมความพร้อมและป้องกันอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและภาคเอกชนในพื้นที่ รวมทั้งจะเป็นแซนด์บอกซ์ เพื่อนำมาใช้กับพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ ก่อนฤดูมรสุมใต้ในปลายปีนี้ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ เพราะการป้องกันดูแลประชาชนในระยะยาวคุ้มค่ากว่าการเยียวยาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า และต้องให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งก่อนเกิดเหตุ และระหว่างเกิดเหตุ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว เตรียมความพร้อม ทั้งแผนดูแล อพยพประชาชน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต้องชัดเจนและต้องประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าและต้องต่อเนื่อง เพื่อลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ภาคธุรกิจ การค้า ซึ่งคณะกรรมการ กรอ. สงขลาได้เสนอโครงการเร่งด่วน 9 รายการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาแผนงาน โครงการและงบประมาณ ให้ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ และให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยหลักขอรับการจัดสรรงบ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการแจ้งเตือนประชาชน สทนช. ได้ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ เกาะติดสถานการณ์น้ำรายวัน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และพร้อมแจ้งเตือนประชาชนได้ในทันที ผ่านระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) เพื่อลดความเสี่ยงอุทกภัยอีกทั้ง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับปภ. ให้ยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย ใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและการประเมินพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมและสนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202607097300137e71511a983bbdda021b3eb64d114100.jpg' type='image/jpg' length='117820' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมควบคุมโรค เตือนกินปลาน้ำจืดดิบเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520024</link>
<guid isPermaLink="false">e1e833c4f128999e36ba2149f7752ce6</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/080769_1011.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แจ้งเตือนผู้ที่รับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งท่อน้ำดี โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการติดพยาธิใบไม้ตับสูง ซึ่งมะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากพยาธิใบไม้ตับ เป็นพยาธิตัวแบนที่อาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของมนุษย์ โดยมีวงจรชีวิตผ่านตัวอ่อนที่อาศัยอยู่ในเกล็ด หาง ครีบ และเนื้อของ&ldquo;ปลาน้ำจืดเกล็ดขาว&rdquo; เช่น ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาซิว เมื่อคนรับประทานปลาดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลาดิบ ลาบปลาดิบ ปลาส้มดิบ หรือปลาร้าดิบ พยาธิจะเข้าไปเจริญเติบโตและฝังตัวในท่อน้ำดีได้ยาวนานถึง 20 - 30 ปี การบีบมะนาว ใส่พริก หรือกินร่วมกับแอลกอฮอล์ ไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ ต้องทำให้สุกดีก่อนเท่านั้น สำหรับอาการระยะรุนแรง จะมีไข้ น้ำหนักลด ท้องมาน เท้าบวม ตับโตและกดเจ็บ ตัวเหลือง ตาเหลือง อุจจาระสีซีดหรือเทา ปัสสาวะสีเข้ม ทางเดินท่อน้ำดีโป่งพอง เกิดเป็นมะเร็งท่อน้ำดี หรือเชื้อโรคจากท่อน้ำดีเข้าสู่กระแสเลือดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตได้วิธีการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับควรรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวปรุงสุก ล้างมือด้วยสบู่ และน้ำสะอาดก่อนปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังขับถ่ายอุจจาระลงในส้วม ส่งอุจจาระตรวจหาไข่พยาธิและอัลตร้าซาวด์หามะเร็งท่อน้ำดี ในผู้ที่มีความเสี่ยงอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งกินยารักษาเมื่อตรวจพบว่าติดโรคพยาธิ และเลิกกินปลาดิบ หรือปลาสุก ๆ ดิบๆพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เด็กเยาวชนในสถานศึกษา และประชาชนเพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ และโรคมะเร็งท่อน้ำดี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260708eec14ad814d9d5eb296bdcb0fee0205f105942.jpg' type='image/jpg' length='138806' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติให้ “คลัง” กู้เงิน ธนาคารโลก 4,550 ล้าน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520022</link>
<guid isPermaLink="false">b1ffffb6a84e1f7e2f14cc4c0ce039be</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/080769_1010.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดย 1.อนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารโลก โดยธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD) วงเงินรวมทั้งสิ้น 140.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 4,550 ล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมจังหวัดสงขลา - พัทลุง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2565 ที่อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ โดยใช้จ่ายจากเงินกู้และเงินงบประมาณในอัตราส่วน 70 : 30รวมทั้ง 2 โครงการ ใช้จ่ายจากเงินกู้ 4,550 ล้านบาท จากเงินงบประมาณ 2,128.75 ล้านบาท รวม 6,678.75 ล้านบาทโดยได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แผนก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลแล้ว 2. อนุมัติให้กระทรวงการคลังรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โดย IBRD วงเงิน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 129.30 ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจกรรมตามแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา 3. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ ร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า และเอกสารที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 โครงการนอกจากนี้ยังอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างสัญญาเงินกู้และร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำคำรับรองทางกฎหมาย และให้กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ระบุไว้ในคู่มือปฏิบัติงานร่างสัญญาเงินกู้ ร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า กฎข้อบังคับต่าง ๆ ของธนาคารโลก และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202607089607ceed29b29a0a2abfec2698e51d0b105750.jpg' type='image/jpg' length='103722' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดเวที ABAC ดัน Thailand FastPass ลดอุปสรรคการลงทุน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520017</link>
<guid isPermaLink="false">a1e69a5eb840cc33a3a0ef036d8e2a77</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 10:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/080769_1009.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุม APEC Business Advisory Council (ABAC) ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 9 กรกฎาคม 2569 โดยกล่าวว่า ABAC เป็นกลไกสำคัญของ APEC ที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากการดำเนินธุรกิจมาสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐได้อย่างแท้จริงเน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในยุคที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการทำให้ไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยได้ผลักดันโครงการ Thailand FastPassเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ทำให้ดำเนินการได้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้นและสนับสนุนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) คุณภาพสูง สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจในการตัดสินใจลงทุน ผลิต และขยายกิจการ รัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจและผลักดันข้อเสนอจาก ABAC ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การขยายตัวของการค้า และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดระยะเวลา 3 วันของการประชุม ABAC ผู้นำภาคธุรกิจจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคเอกชนไทยจะได้ร่วมกันพิจารณาและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน ก่อนนำผลลัพธ์ไปพัฒนาเป็น ABAC Report to APEC Economic Leaders เพื่อนำเสนอต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปีนี้ การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยเข้ากับเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาค ผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย และร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเอเปค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026070801b87837d4bbde7ec1e436f6678b5f2a105549.jpg' type='image/jpg' length='124552' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นิกร เปิดตัว พม. CARE ช่วยกลุ่มเปราะบาง]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519578</link>
<guid isPermaLink="false">149708a3351cb225fef446a7d3564c6d</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/070769_0930.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดตัว &ldquo;โครงการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อประชาชน : สื่อสารและสร้างการรับรู้ระบบ พม. CARE&rdquo; เพื่อยกระดับการให้บริการด้านสิทธิสวัสดิการสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง ไม่ตกหล่น ลดความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ เพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใส ตลอดจนช่วยให้การส่งเงินช่วยเหลือถึงมือประชาชนเป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยระบบ &ldquo;พม. CARE&rdquo; เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการยื่นคำขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมด้วยตนเอง ช่วยให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอ ติดตามสถานะ และเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมของกระทรวง พม. ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลกับระบบ พม. Smart และ MSO-Logbook ของกระทรวง พม. รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานผ่านแอปพลิเคชัน ThaiDและแอปพลิเคชันทางรัฐ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง และติดตามการให้ความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ระบบดังกล่าวเปิดให้ประชาชนยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท ได้แก่ 1. เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน 2. เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน 3. เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัว 4. เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ 5. เงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง 6. เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก โดยนำร่องใน 9 จังหวัด พร้อมมีเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถใช้สมาร์ตโฟนได้ กระทรวง พม. ยังคงเปิดช่องทางการยื่นคำขอรูปแบบเดิม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้อย่างเท่าเทียม ครอบคลุม และทั่วถึง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202607078f1abd6f44090a91ad51464710d42f1f101057.jpg' type='image/jpg' length='113241' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พัฒนา ประกาศผู้นำ Net Zero ตั้งเป้า รพ. 100 แห่ง]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519574</link>
<guid isPermaLink="false">4c7d80e8c2a3a012d0709af2d6e945b8</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/070769_0929.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมสัมมนา Healthcare Leadership Toward Net Zero MOPH และเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero MOPH มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนร้อยละ 25 ภายในปี 2573 ร้อยละ 50 ภายในปี 2578 และเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2593 ผ่านมาตรการสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การใช้พลังงานสะอาด การส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาห้องผ่าตัดสีเขียว การจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การส่งเสริมอาหารปลอดภัยและยั่งยืน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ติดตั้ง Solar Rooftop แล้วกว่า 1,683 แห่ง คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ของหน่วยบริการ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งเป้าให้โรงพยาบาล 100 แห่งได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER) ภายในปี 2569 เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่โรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่ได้รับรอง และกำลังจะขายคาร์บอนเครดิต ทั้งนี้ ความร่วมมือกับทั้ง 4 หน่วยงานจะครอบคลุมการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ตลอดจนการจัดการของเสียและน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว เพื่อนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero MOPH ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260707648f43098ed086721b7e6537c2f61178100756.jpg' type='image/jpg' length='107698' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เร่งสร้างความมั่นคงทางยา ยกระดับนวดไทยสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนส]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/519317</link>
<guid isPermaLink="false">b6eebd9618da5a3eb6d3052b7e226ddc</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 12:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/072569/060769_1232.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อน7 นโยบายเสาหลักด้านสาธารณสุข โดยเน้นย้ำให้องค์การเภสัชกรรมเร่งสร้างความมั่นคงทางยา เพิ่มการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การเพิ่มศักยภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อการพึ่งพาตนเอง 2. การยกระดับการใช้ยาและเวชภัณฑ์สำหรับทุกช่วงวัย และ 3. การขยายศักยภาพการผลิตและจัดหาวัคซีนเพื่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่องค์การเภสัชกรรมมีบทบาทสำคัญในการผลิตและจัดจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์สร้างรายได้ในช่วงปี 2560-2569 เฉลี่ยประมาณปีละ 16,873 ล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงินประมาณ 8,177 ล้านบาท และสามารถประหยัดเงินให้กับภาครัฐได้ประมาณ 5,292 ล้านบาทต่อปีนอกจากนี้ ยังผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการสุขภาพครบวงจร ซึ่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการ Thai Wellness Therapist Program ระหว่าง 5 หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้านเวลเนสให้มีมาตรฐานระดับสากล รองรับความต้องการกำลังคนด้านการบำบัดที่ยังขาดแคลนกว่า 70,000 คน และยกระดับการแพทย์แผนไทย นวดไทย และสมุนไพรไทย ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 3 ปี โดย 5 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนา &ldquo;ระบบนิเวศกำลังคนเวลเนสไทย&rdquo; ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การรับรองมาตรฐาน จัดทำระบบรับรองวิทยฐานะแบบดิจิทัลและฐานข้อมูลกลาง พัฒนาทักษะด้านภาษา การบริการ และการบริหารธุรกิจ การฝึกปฏิบัติงานจริง ตลอดจนเชื่อมโยงการจ้างงาน เพื่อสร้างบุคลากรด้านเวลเนสที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260706b0a489084f6a3158482105deccf2f82e124045.jpg' type='image/jpg' length='112452' />
</item>
</channel>
</rss>
