<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวรอบภูมิภาค สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ศุภจี เดินหน้าปราบน้ำมะพร้าวปลอมปน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/514172</link>
<guid isPermaLink="false">62f319a1bb5304ea6bd6e05a713bab5e</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/190669_0926.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมอย่างครบวงจร โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับภาคเอกชน สถานีบริการน้ำมัน และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดจุดรับซื้อและระบายผลผลิตออกจากตลาด สามารถช่วยดูดซับผลผลิตได้ประมาณ 10 ล้านลูก พร้อมผลักดันแนวคิด &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร สร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม โดยเริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดราชบุรีและมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่น พร้อมทั้งป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว โดยได้ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องพบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 15 ราย ที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีและยังได้ส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 24 ราย ให้ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาหลักเกณฑ์ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำเนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้นและได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลงไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ต้องส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานแปรรูปแต่โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ส่งผลให้เกิดผลผลิตตกค้างและราคารับซื้อปรับลดลง โดยยืนยันว่าการนำเข้ามะพร้าวของโรงงานไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กระทบราคา เนื่องจากโรงงานใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบหลักถึงร้อยละ 80 ลดการนำเข้าจากปีก่อนร้อยละ 60 ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิเร่งรับซื้อมะพร้าวคงค้าง 8.8 ล้านลูก พร้อมขอความร่วมมือให้รับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อผลักดันให้ราคากลับเข้าสู่ภาวะปกติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260619004457da1c9b3fc3f78e0d6037933c1c094024.jpg' type='image/jpg' length='108142' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุมเวทีอาเซียน-รัสเซีย]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/514168</link>
<guid isPermaLink="false">c491f34d141690dadc82f0d35b8bf302</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/190669_0925.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่ Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในฐานะรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนและเวทีสำหรับการเจรจา Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และ Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคต ผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไปและในโอกาสเข้าร่วมอาหารกลางวัน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงย้ำว่า &ldquo;สันติภาพและเสถียรภาพ&rdquo; คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด&ndash;แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซีย และเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand&ndash;EAEU FTA) เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202606193dd12d9e9de3b2a39bb4429b020a7723093827.jpg' type='image/jpg' length='122591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มหาดไทย กำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมายยืนยันตัวตนรักษาสิทธิ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513649</link>
<guid isPermaLink="false">f0ead5e1fc5c6276b826802f4c04845e</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/180669_0833.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้านทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์ ค้นหา และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนหรือรักษาสิทธิ ให้ดำเนินการภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการของรัฐตามสิทธิที่พึงได้รับ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย จากข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 พบว่า กลุ่มที่ 1 คือ เป้าหมายเดิมที่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13,173,973 คน คงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันสิทธิ 956,501 คน ขอให้รีบยืนยันตัวตนผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo;2) แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; 3) เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th 4) เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ5) ธนาคาร 5 แห่ง กลุ่มที่ 2กลุ่มประชาชนตกหล่นที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 72,796 คน ให้ทุกพื้นที่ต้องเร่งตรวจสอบและรับรองรายสิทธิภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 และกลุ่มที่ 3กลุ่มประชาชนนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์มีผู้มาลงทะเบียนแล้ว 4,375,589 คนกรมการปกครองได้กำชับทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งตรวจสอบ สอบทาน และยืนยันข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายให้ครบถ้วน พร้อมส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. เพื่อให้กระทรวงการคลังนำไปตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด และจะประกาศผลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569ในขณะเดียวกัน กรมการปกครองได้เร่งขับเคลื่อนโครงการ &quot;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&quot; ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยสั่งการให้จังหวัดกำชับอำเภอและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมโครงการอย่างทั่วถึง ผ่านหอกระจายข่าวและสื่อออนไลน์ โดยมีกำหนดการคือ ร้านค้ารายเดิมสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ &quot;ถุงเงิน&quot; ได้จนถึง 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้ารายใหม่เปิดรับลงทะเบียนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้ ทั้งนี้กำหนดให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่เทศบาล เป็นผู้ตรวจสอบและยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ โดยไม่เกิดอุปสรรคด้านพื้นที่รับผิดชอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260618f8aca1692c226ac1c39b44fa9df24af6092312.jpg' type='image/jpg' length='109844' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513643</link>
<guid isPermaLink="false">2c3de981886f840353e47303111d2c79</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/180669_0832.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน&ndash;รัสเซีย ระหว่างวันที่ 16&ndash;19 มิถุนายน 2569 โดยได้เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum กล่าวปาฐกถาเน้นย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียน อีกทั้งเสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย&ndash;รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยงผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล 2. การค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน รวมถึงผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย 3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันนอกจากนี้ ได้พบผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย ยืนยันการสนับสนุนของรัฐบาลในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัลบลเกียะฮ์มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์แห่งบรูไนดารุสซาลาม ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ การเกษตรและการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไน ความมั่นคงทางอาหารผ่านการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรของไทย ความร่วมมือด้านพลังงาน การแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260618cb76771c80fba95bd29da652c234090f091938.jpg' type='image/jpg' length='120695' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513240</link>
<guid isPermaLink="false">bc45b6fedcf7c9e05dfcd5726a9b1297</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 11:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/170669_1055.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจากวันที่ 17 มิถุนายนของทุกปีตรงกับวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก (World Day to Combat Desertification and Drought) หรือชื่ออย่างเป็นทางการในระดับนานาชาติคือ &quot;วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก&quot; ก่อตั้งขึ้นโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) เมื่อปี ค.ศ.1994 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันนำไปสู่ภัยแล้ง (Drought) และการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Desertification)โดยปัญหาภัยแล้งและการกลายเป็นทะเลทรายนั้นล้วนเป็นสภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การใช้หน้าดินอย่างไม่ยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนน้ำ ความเสื่อมโทรมของหน้าดิน เป็นเหตุให้พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่สามารถเพาะปลูกได้คล้ายกับทะเลทราย ดังนั้นวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลกจึงเป็นวันสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานงานกลางระดับชาติ (National Focal Agency) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) จึงได้จัดกิจกรรม &ldquo;วันทะเลทราย และภัยแล้งโลก ประจำปี 2569 (Desertification &amp; Drought Day 2026)&rdquo; ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม 2801 อาคาร 8 ชั้น กรมพัฒนาที่ดิน และมีการถ่ายทอดผ่านทางเฟสบุ๊กของกรมพัฒนาที่ดิน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการ &nbsp;Recognize. Respect. Restore. ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ: รู้ค่า รักษา ฟื้นฟูนอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากหน่วยงานความร่วมมือทั้งภายใน และต่างประเทศ รวมถึงการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อรู้ค่า รักษา ฟื้นฟู &ldquo;ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ&rdquo; กับอนาคตประเทศไทยโดยในปี 2569 การจัดงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยแล้ง และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้า รวมถึงภัยคุกคามและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่า ความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ความเสื่อมโทรม และนโยบายที่ไม่ยั่งยืน ที่ส่งผลต่อพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งนิทรรศการจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การแปรสภาพของที่ดินเป็นทะเลทราย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงถึงความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ วิถีชีวิตของชุมชนซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับภัยแล้ง ภัยพิบัติทางการเกษตร ด้านการบริหารจัดการดินและที่ดินด้วยการปรับปรุงฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม การมอบสิทธิที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเกษตรกร และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันทุ่งหญ้าที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลก กำลังเสื่อมโทรมและถูกมองข้าม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนเลี้ยงสัตว์และชนพื้นเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก<br />
ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างการดำเนินงานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนภาคประชาสังคมสถาบันการศึกษา เกษตรกร เยาวชน สตรี และประชาชนทั่วไป โดยครอบคลุมการบริหารการจัดการด้านทรัพยากรดิน ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ชุมชน และหุ้นส่วนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว และมุ่งเน้นบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวคิดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน (Land Degradation Neutrality: LDN) ผ่านกิจกรรมการฟื้นที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการสร้างความตระหนักให้กับเกษตรกร หมอดินอาสา และชุมชนท้องถิ่นเพื่อลดความเสื่อมโทรมของที่ดิน รักษาสมดุลของทรัพยากรที่ดินและระบบนิเวศ สนับสนุนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในเป้าหมาย SDG ที่ 15 ภายในปี 2573<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาที่ดินมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมสร้างความตระหนัก ถึงการฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260617e927897763f8ee8e93df1621af5c7a12111042.jpg' type='image/jpg' length='111685' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย–รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513237</link>
<guid isPermaLink="false">db93e103f8c81a86354d74d63b7618f7</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 11:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/170669_1054.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศในระยะ 5 ปี ครอบคลุมความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาคและพหุภาคี การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข่าวปลอม และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะลงนามแผนการหารือในโอกาสเดียวกัน ทั้งนี้ร่างแผนดังกล่าวไม่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศและไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบและเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ 4 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; 2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 โดยร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ไม่ก่อพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อาเซียน&ndash;รัสเซียในหลายมิติ ทั้งพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202606179f0416734f17d3821af4f90f7e1b4f3c110844.jpg' type='image/jpg' length='111550' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513233</link>
<guid isPermaLink="false">e4b7dc4b7d8cc5046eeb815239768cab</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/170669_1053.jpg" style="width: 281px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมาย 2 ฉบับตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และ e-Withholding Tax โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง ทั้งค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) นอกจากนี้ ยังเห็นชอบขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 1 แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสำหรับเงินได้หลายประเภท เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระเอกสาร อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202606177ee425473d209d5895e635548efe5256110657.jpg' type='image/jpg' length='58836' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์ หนุนผลไม้ – ผลไม้แปรรูป ใช้ FTA ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/512657</link>
<guid isPermaLink="false">76ae1c132abb9e0d506c0b5aabafb63a</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/160669_0843.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ &ldquo;ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs รุกตลาด FTA&rdquo; (ผลไม้และผลไม้แปรรูป) จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ขยายการส่งออกสู่ 18 ประเทศคู่ค้า โดยคัดเลือกผู้ประกอบการผลไม้และผลไม้แปรรูป 20 ราย เข้าร่วมอบรมเชิงลึก Boot Camp เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบการส่งออก โดยเฉพาะมาตรการ GACC (การขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารส่งออกไปจีน ตามระเบียบฉบับใหม่ของจีน)พฤติกรรมของผู้บริโภคจีน การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา กลยุทธ์การตลาดด้วย AI และการจัดทำแผนธุรกิจ พร้อมกิจกรรม Pitching คัดเลือกผู้ประกอบการ 10 ราย ไปศึกษาตลาดและจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีน รวมถึงเยี่ยมชมงาน China International Fruit Expo 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งนี้ในปี 2568 การส่งออกผลไม้ไทยมีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดจีนเป็นตลาดหลักคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อสูงและความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย นอกจากนี้ภายใต้ความตกลง ACFTA และ RCEP สินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปของไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า 0% ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสและแต้มต่อในการแข่งขันทางการค้าเพิ่มขึ้นโครงการดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ให้นำผลผลิตเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดจีน สอดคล้องกับนโยบาย &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026&rdquo; ที่มุ่งยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง เพิ่มช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม ส่งเสริมการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนเร่งใช้ FTA เป็นเครื่องมือขยายการส่งออก เพื่อผลักดันผลไม้ไทยให้ปักหมุดในตลาดจีนมากขึ้นและผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026061633461b6aadaeeeaf22f43e5a47ca4fc3085205.jpg' type='image/jpg' length='111460' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ผ่านแพลตฟอร์ม Delivery]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/512651</link>
<guid isPermaLink="false">f1c54be4f806bcd659befd33ab62653f</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/160669_0842.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารกระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน และภาคเอกชนเข้าร่วม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าโครงการนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ ผ่านการส่งเสริมการ Reskill และ Upskill รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างโอกาสเพิ่มยอดขาย และขยายกิจการในอนาคต โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตามแนวคิด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการหลายรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับฐานรายได้และสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้หลังสิ้นสุดโครงการแล้วก็ตาม ทั้งนี้ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 &ndash; 21.00 น. โดยข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 มียอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการกว่า 31,088.26 ล้านบาท เป็นยอดใช้จ่ายจากร้านค้าปกติ 31,031.67ล้านบาท ร้านค้าผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery 56.59 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260616ea1441a1968f3e01d20e273704134131084953.jpg' type='image/jpg' length='137098' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/512298</link>
<guid isPermaLink="false">a4d57c5b7fb11a97a773629a4df84afb</guid>
<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 09:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/062569/150669_0849.jpg" style="width: 500px; height: 376px;" /></p>

<p>วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 18.30 น. ณ ศาลาพิบูลธรรม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง</p>

<p>ในการนี้ นายปิยะ เหล่าบุรินทร์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารกิจการโทรทัศน์ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก ผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 4 นำข้าราชการและพนักงานในสังกัดเข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย</p>

<p>การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการน้อมถวายพระกุศลและแสดงความอาลัย อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติตลอดมา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202606156beb044062331f94d72b90ce3eb29ca4090145.jpg' type='image/jpg' length='82037' />
</item>
</channel>
</rss>
