<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวรอบภูมิภาค สปท.4]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region4.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ศึกษาฯ - พม. - พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม  ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/501181</link>
<guid isPermaLink="false">49794594b2594a30e810689af5c698aa</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/080569_1012.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัยของนักเรียนและสถานศึกษาและลดภาระค่าครองชีพของผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2569โดยรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน &ldquo;ความปลอดภัยในสถานศึกษา&rdquo; เป็นวาระเร่งด่วน ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยด้วยนโยบาย &ldquo;All for Education&rdquo;ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างทักษะแห่งอนาคต และออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เช่น อนุโลมให้นักเรียนใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษาไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือ&ndash;เนตรนารี เต็มชุด และจัดหาอุปกรณ์การเรียนราคาประหยัดนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดกิจกรรม &ldquo;Back to School ฟรีดอกเบี้ย&rdquo; วงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้บริการระหว่างวันที่ 16 เม.ย. - 31 พฤษภาคม 2569 ณ สถานธนานุเคราะห์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back to School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาทครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ถึงวันที่31 พฤษภาคม 2569 ส่วนลดสูงสุด 86%พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปจัดในวันที่ 15 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202605085ce2dff7b2fc7e6f08bb60d55ffa82f8102100.jpg' type='image/jpg' length='113921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ร่วมหารือสามฝ่าย ไทย - ฟิลิปปินส์ - กัมพูชา ย้ำไทยเดินหน้าสร้างสันติภาพ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/501179</link>
<guid isPermaLink="false">35647a8fd1f6ed28b6930da8ff174b68</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/080569_1011.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 - 9 พฤษภาคม 2569 ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งก่อนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ในวันที่ 8พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือสามฝ่าย ร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ที่ต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และร่วมกันก้าวข้ามความท้าทายโดยไทยเน้นย้ำจุดยืนในแนวทางสันติภาพ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน และได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจในจุดยืนของไทย เห็นพ้องร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะยึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)ให้เริ่มต้นกระบวนการหารือในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในกรอบ JBC และ GBC การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงแนวโน้มในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชาในประเทศไทย ยืนยันว่า ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน ขณะที่นายสีหศักดิ์ ได้ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารพลังงานความปลอดภัยของประชาชนอาเซียนผลักดันการปราบปรามสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/2026050822db7fdc00fabce6c004c659f357295e101927.jpg' type='image/jpg' length='106910' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้าขยายการค้า การลงทุนไทย–สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500801</link>
<guid isPermaLink="false">eab5c5087a5757c02d6b945071855410</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 11:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/070569_1123.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน ลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทยโดยสหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้ไทยขยายการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน เช่น เกษตรแปรรูปและพลังงาน ควบคู่กับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ พร้อมผลักดันการพิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าไทยบางรายการทั้งนี้ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาART ที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริงขณะที่สหรัฐฯ ขอให้ไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน และยังเตรียมส่งคณะผู้แทนเข้าชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ยังได้หารือกับสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โดยเฉพาะสาขาพลังงานสะอาด เทคโนโลยี นวัตกรรมอาหาร และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ)ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท โดยบริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม(ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 842,350 ล้านบาท เพื่อให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รวมทั้งคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPassอีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากรอบแรก 16 โครงการ มูลค่า 223,216 ล้านบาท เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hubของภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202605078c8a8472a59e5aa16b25d3383a547d2d113137.jpg' type='image/jpg' length='121459' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่ง สคบ.ดูแลผู้บริโภค]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500799</link>
<guid isPermaLink="false">4fe5d46469559cf66437db240dd7afad</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/070569_1122.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>จากกรณีมีผู้ซื้อปลากระป๋องที่ข้างกระป๋องระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล แต่กลับพบว่า ลักษณะปลาเหมือนปลาหมอคางดำ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัดอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าสถานที่ผลิตไม่ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และใช้ปลาชนิดอื่นจริง ซึ่งเป็นความผิดฐานหลอกลวงผู้บริโภค มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฐานผลิตอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 - 100,000 บาท และฐานแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท จึงสั่งให้บริษัทเรียกคืนสินค้าทั้งหมดออกจากตลาด พร้อมประสานกรมประมงตรวจสอบชนิดปลา ซึ่งผลตรวจพบว่าเป็นปลานิล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห่วงใยผู้บริโภคจึงสั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าไปดูแลผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายโดยตรงด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สคบ. เน้นย้ำให้ สคบ. ที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เร่งคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค โดยผู้บริโภค ต้องไม่ถูกหลอก ไม่ถูกเอาเปรียบ และไม่ถูกโกงอีกทั้งขอให้ผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมคนไทยด้วยกัน พร้อมทั้งได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องต้นเหตุ ซึ่งพบว่าเป็นไปตามที่ อย.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบก่อนหน้านี้ เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคโดยได้ย้ำให้ สคบ. ติดตามเรื่องร้องเรียนอย่างใกล้ชิดและตรวจสอบทุกจังหวัด ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย มีสิทธิได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการดังกล่าว ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือแอปพลิเคชัน OCPB Connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202605076cc76dbf0b724d37e68de2f6286d8e1f113001.jpg' type='image/jpg' length='119913' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500430</link>
<guid isPermaLink="false">096040b2e3759d93381529aee25abaa3</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 11:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/060569_1109.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ...วงเงิน&nbsp;<br />
400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่ 1. เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจ จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน สำหรับการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% โดยมีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260506d0e0a96037884ad630d2aba6f42412bc111810.jpg' type='image/jpg' length='114454' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุชาติ - สุริยะ” เร่งรับมือภัยแล้ง]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500097</link>
<guid isPermaLink="false">89d66ca0373cf57885a55bdbd45dad79</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/050569_1137.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำช่วงภัยแล้ง กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำ ระดมกำลังลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกินน้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งจัดหาและกระจายน้ำอุปโภคบริโภค สนับสนุนภาคการเกษตร และเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ด่านหน้าอย่างเต็มที่ โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการเชิงรุกรับมือปรากฏการณ์ &ldquo;ซูเปอร์เอลนีโญ&rdquo; กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ คือ กักเก็บเติมน้ำปรับเปลี่ยนเฝ้าระวังบริหารจัดการน้ำโดยเน้นการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ทำฝนหลวงในพื้นที่เสี่ยง และแนะนำให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วง โดยขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย และใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม2569 ยังต้องระวังพายุฤดูร้อนหลายพื้นที่ทั่วประเทศวันที่ 8 - 12 พฤษภาคม 2569 จะมีฝนตกต่อเนื่องและลมเปลี่ยนทิศส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนเพิ่มมากขึ้น และในช่วงวันที่ 15 &ndash; 17 พฤษภาคม 2569 จะเริ่มมีสัญญาณการเข้าสู่ฤดูฝน ขอแนะนำประชาชนและเกษตรกร เตรียมความพร้อมในการกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260505ca9ded7dc575975f998b51ef4b7028d8114922.jpg' type='image/jpg' length='133414' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย” ผลตอบรับดีทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500092</link>
<guid isPermaLink="false">521f4c527d9d0d271c2f198f289ba480</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 11:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/050569_1136.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>หลังจากเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 อำเภอทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน มีผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้ากว่า 283,894 คน ร้านค้าทั้งห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ผู้ผลิตสินค้า OTOP และร้านค้าชุมชน เข้าร่วมรวม 12,491 ร้าน สร้างมูลค่าการซื้อขาย 33,738,292.45 บาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ 7,429,275 บาท ประชาชนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยต่างพอใจถึง 60%ในราคาสินค้า และการเดินทางที่สะดวก สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปในวันที่ 8 15 22 และ 29 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. นอกจากนี้ยังเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง&rdquo; ทางระบบออนไลน์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th ตั้งแต่บัดนี้ - 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ส่งตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ คุณสมบัติผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย ประกอบอาชีพค้าขาย โดยใช้ยานพาหนะเดินทางไปขายสินค้า สิทธิประโยชน์ของรถพุ่มพวงที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ หากเป็นรถยนต์จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 750 บาทต่อสัปดาห์ รวม 3,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อพ่วงข้าง สนับสนุนค่าน้ำมัน 375 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,500 บาทต่อเดือนและได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ สนับสนุนค่าน้ำมัน 250 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 8 รายการ 22 ชิ้น ทั้งนี้สินค้าที่ได้รับเป็นสินค้าสำหรับทดลองตลาดไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202605054fd03e916265226232dc761ada677da6114647.jpg' type='image/jpg' length='157904' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Kick-off “ไทยช่วยไทย” 1 พ.ค. “พาณิชย์” จัด “ไทยช่วยไทย พลัส]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499307</link>
<guid isPermaLink="false">687d4736cdd3d082cd32718532591288</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/010569_0901.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยKick-off เปิดจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 และจำหน่ายต่อเนื่องทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคม (1, 8, 15, 22, 29 พฤษภาคม) โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับให้ทุกอำเภอเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ให้เหมาะสม มีความมั่นคง แข็งแรง และอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมบริหารจัดการพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เป็นระเบียบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน และประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้มีสินค้าจำเป็นจำหน่ายอย่างเพียงพอและทั่วถึง ทั้งนี้ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. มีจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; แล้ว 710 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) และอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่Lotus&rsquo;s 601 อำเภอ BigC 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ Go Wholesale 5 อำเภอนอกจากนี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยังได้จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back to School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ร่วมจัดกิจกรรมลดราคาสูงสุดถึง 86% ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน &ndash; 31 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท อีกทั้งยังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัดให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260501ca6fa8df279612c817be20390b388fac091345.jpg' type='image/jpg' length='136930' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499303</link>
<guid isPermaLink="false">27cc146e8d6b3fce62d757ea51fae0a8</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 09:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/052569/010569_0900.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทีมเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาทซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน อีกทั้งได้หารือภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ที่ถูกปรับลดGDP เหลือร้อยละ 1.5 - 1.6 จากเดิมร้อยละ 2 เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ติดตามความคืบหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ยังเดินหน้านโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีแนวทางจัดหาแหล่งเงินจากงบประมาณคงเหลือและแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายครอบคลุมประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไป ให้สิทธิ์สนับสนุนค่าใช้จ่ายรวม 4,000 บาทต่อคน ซึ่งรัฐสนับสนุน 60%ประชาชนร่วมจ่าย 40%แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาทระยะเวลา 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo;ขณะที่ภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจเห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 160,000 - 200,000 ล้านบาททำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 - 2.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/20260501b690bc4cac684267845e9a95b602802d091153.jpg' type='image/jpg' length='116089' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์]]></title>
<link>https://region4.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499036</link>
<guid isPermaLink="false">2f2731a889b6e8dc2671ccab7ac8bea6</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 10:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://region4.prd.go.th/cms/s54/u118/042569/300469_1010.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกระหว่างจังหวัดระนองและชุมพร ด้วยทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร รวมถึงท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน วงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท มีเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2573 และพัฒนาเต็มรูปแบบภายในปี 2582 เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ลดระยะเวลาการขนส่งทางทะเล เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC)เชื่อมโยงกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ภาคใต้ได้ จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนมิถุนายน 2569 และเร่งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อเปิดประมูลผู้ลงทุน และก่อสร้างระยะที่ 1 ภายในปี 2573 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสการสร้างรายได้ และการจ้างงาน ให้กับประเทศไทย อีกทั้งโครงการนี้ยังได้รับความสนใจจากประเทศสิงคโปร์ จึงเน้นย้ำให้กระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเป็นโอกาสของประเทศไทย เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนองในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงานและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region4.prd.go.th/th/file/get/file/202604304d66e9987b18900ac21d8fa8e16cc5cb103410.jpg' type='image/jpg' length='116548' />
</item>
</channel>
</rss>
