สถาบันการเงินของรัฐ 6 แห่ง มุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

สถาบันการเงินของรัฐ 6 แห่ง มุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

img-slide

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี พึงพอใจต่อผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินของรัฐ 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านมาตรการต่างๆ พร้อมฝากธนาคารต่างๆ พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการที่ยังคงได้รับผลกระทบทางรายได้ หรือธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพื่อให้กลับมามีความเข้มแข็งทางการเงิน สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามปกติ

ตัวเลขจากสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รายงานว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 สถาบันการเงินของรัฐ ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรวม 6.8 ล้านราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 1.35 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายละเอียดตามโครงการความช่วยเหลือคือ โครงการสินเชื่อฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ ,โครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืมเงิน และให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจเมื่อมีศักยภาพในอนาคต ,โครงการช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ,โครงการให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ,โครงการความช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านทางด่วนแก้หนี้

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ให้ความเชื่อมั่นว่าแนวทางการดำเนินงานของสถาบันการเงินของรัฐ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ยังคงเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลให้ไว้คือ การลดภาระทางด้านการเงิน เพิ่มสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ อีกทั้งพร้อมพิจารณาตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำให้นานที่สุด หรือหากมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นตามคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อบริหารต้นทุนการดำเนินงาน ก็จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ให้น้อยที่สุดเพื่อลดผลกระทบภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า ประชาชนและผู้ประกอบการ

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

img-slide



คะแนนโหวต :