กรมการแพทย์ ยืนยันไทยไม่ขาดแคลนยาต้านไวรัสโควิด ย้ำเป็นยาควบคุมใช้ในภาวะฉุกเฉิน ต้องให้แพทย์จ่าย

กรมการแพทย์ ยืนยันไทยไม่ขาดแคลนยาต้านไวรัสโควิด ย้ำเป็นยาควบคุมใช้ในภาวะฉุกเฉิน ต้องให้แพทย์จ่าย

img-slide

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีมีข่าวการซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ รักษาโรคโควิด-19 จากประเทศเพื่อนบ้านว่า กรมการแพทย์ ยืนยันการจ่ายยาต้านไวรัส ทั้งโมลนูพิราเวียร์และแพ็กซ์โลวิด ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ซื้อมากินเอง เนื่องจากยาทั้ง 2 ชนิด เป็นยาควบคุมและใช้ในภาวะฉุกเฉิน พึ่งมีการใช้มาเพียง 1 ปี ยังไม่รู้ถึงผลข้างเคียงจากยา อีกทั้งการซื้อเองอาจได้ยาปลอม แต่ที่รัฐบาลซื้อมาบริการประชาชนยืนยันเป็นยาแท้ จ่ายภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัย ยืนยันยาไม่ขาดแคลน

นอกจากกรมการแพทย์แล้ว ยังมีองค์การเภสัชกรรม จัดซื้อยา ซึ่งปัจจุบันราคายาก็ถูกกว่าในอดีต แต่ที่ไม่จ่ายให้ผู้ป่วยโควิดทุกรายเพื่อให้ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ป้องกันอันตราย หรือการเกิดเชื้อดื้อยา

นพ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบปัญหาภาวะรีบาวด์เกิดขึ้นแล้ว กับผู้ป่วยไทย 2 ราย จากเดิมที่มีการรายงานพบในผู้นำสหรัฐฯ ที่ป่วยโควิดรับยาแพล็กซ์โลวิด จนดีขึ้นเมื่อหยุดยาก็กลับมาป่วยซ้ำ โดยกลับมาป่วยซ้ำของภาวะรีบาวด์ ไม่อาจบอกระยะเวลาที่แน่ชัด บางรายอาจเจอหลังจากหายดี 5-7 วัน หรือ 10-14 วัน ซึ่งผู้ป่วยในไทยที่พบเป็นผู้ป่วย 60 ปีขึ้นไป คนแรกเป็นคนอายุ 60 ปี มีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิต ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ จนหาย แต่เมื่อวันที่ 13-14 กลับมาตรวจ ATK พบผลเป็นบวก ผู้ป่วยมีอาการไอเล็กน้อย จึงให้ติดตามอาการ จากนั้นไม่นานผลตรวจก็เป็นลบ

ส่วนอีกคนเป็นผู้ป่วยอายุ 70 ปี ไปต่างประเทศ รับยาจากต่างประเทศ หลัง 14 วัน พบตรวจ ATK เป็นบวก จึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่ารีบาวด์เกิดได้จากอะไร

ทั้งนี้ ภาวะการรีบาวด์ อาจเกิดจากซากเชื้อ หรือผลบวกลวงของ ATK หรือมาจากอะไร แต่หากอยู่ในความดูแลของแพทย์ การจ่ายยาจะอยู่ในความดูแลของแพทย์ ทั้งนี้เกณฑ์การยาจ่ายต้านไวรัสรักษาโควิดมีการปรับตามสถานการณ์ตอนนี้มาถึง ฉบับที่ 24 อาจมีการปรับเปลี่ยน เพราะขณะนี้ต้องยอมรับยังไม่มีใครรู้จักโควิดดีพอและเชื้ออาจมีการกลายพันธุ์ได้อีกหรือไม่

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์



คะแนนโหวต :