สันติสุขชายแดนใต้
รู้จัก “รายอแน” วัฒนธรรมมลายูมุสลิมชายแดนใต้

วันที่ 4 ก.ย. 2560 )
 
"รายอแน” เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวมลายูมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปฏิบัติมาตั้งแต่อดีต รายอแนเป็นประเพณีที่ไม่มีระบุในหลักการศาสนา แต่เป็นวิถีที่มุสลิมในพื้นที่ถือปฏิบัติ หลังจากที่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเสร็จสิ้นแล้ว ในศาสนาอิสลามส่งเสริมให้ถือศีลอดต่ออีก 6 วัน ดังนั้นเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ 6 วันนี้แล้ว ชาวมลายูมุสลิม 3 จังหวัดก็ถือโอกาสนี้เฉลิมฉลองอีกครั้งโดยการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่เสียชีวิต โดยการอ่านอัลกุรอานและซิกรุลเลาะห์ (รำลึกถึงอัลลอฮฺ) และมักจะเลี้ยงอาหาร เยี่ยมเยียนกูโบร์ หรือสุสานของบรรพบุรุษที่สำคัญเพื่อรำลึกถึงความตาย บางพื้นที่ยังมีการทำความสะอาดบริเวณกูโบร์ร่วมกัน โดยเรียกวันนี้ว่าวัน "รายอแน” ทั้งนี้ "วันอีด” หรือในพื้นที่รู้จักกันว่า "ฮารีรายอ” ในหลักศาสนาอิสลามนั้นมี 2 วันเท่านั้น คือวัน "อีดิ้ลฟิตรี” ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองของการสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ตรงกับวันที่ 1 ของเดือนเชาวาล เป็นเดือนถัดไปจากเดือนรอมฎอนตามปฏิทินทางจันทรคติของอิสลาม ส่วนวันอีดอีกวันหนึ่งคือ "อีดิ้ลอัฎฮา” เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่มุสลิมส่วนหนึ่งจากทั่วทุกมุมโลกได้มีโอกาสไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย "รายอแน” เป็นวัฒนธรรมที่มีเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ส่วนมุสลิมในพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศหรือต่างประเทศจะไม่มีวัฒนธรรม "รายอแน” แต่อาจมีกิจกรรมที่ต่างกันออกไปแต่ยังสอดคล้องกับหลักศาสนา ดังนั้นจึงน่าศึกษาว่า เพราะเหตุใดชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงถือปฏิบัติประเพณีรายอแนเรื่อยมา นางซากีนะ บอซู ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงวันอีดผ่านรายการร่วมแรงร่วมใจชายแดนใต้ สถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า "ความจริงแล้ว วันรายออีดิ้ลฟิตรี กับรายออีดิ้ลอัฎฮา เป็นวันฮารีรายอที่ศาสนาอิสลามได้บัญญัติไว้ แต่สำหรับวันรายอแนนั้น เป็นประเพณีของบรรพบุรุษกำหนดไว้ให้ลูกหลานได้ปฏิบัติ คือความพิเศษสำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ ดังนั้นรายอแนจึงถือว่าประเพณีทางภูมิปัญญา คือความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษ เพื่อกำหนดให้วันรายอแน เป็นวันที่พี่น้องมุสลิมได้มีโอกาสไปพัฒนากูโบว์ หรือสุสาน ถือเป็นประชามติของชาวบ้านที่ถือปฏิบัติกันมา หลังจากที่ถือศีลอดอีก 6 วันในเดือนเชาวาล ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดี ในอิสลามไม่ได้ห้ามอะไร โดยมีกิจกรรมหลัก ๆ คือ การเยี่ยมกูโบร์ (สุสาน) ทำความสะอาด ระลึกถึงการตาย การเยี่ยมกูโบร์นั้น ก็เป็นซุนนะฮฺ หรือแบบอย่างการปฏิบัติคำสอนของนบีมูฮัมหมัดและสิ่งที่ท่านยอมรับ และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมุสลิมอื่น ๆ แล้ว "อย่างประเทศแถบอาหารับ เขามีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความสะอาดที่กูโบร์ ซึ่งต่างกับประเทศของเราที่รัฐบาลมีงบประมาณเฉพาะทำรั้วกูโบร์เท่านั้น ดังนั้นคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่มีการรวมตัวกันและร่วมกันทำกิจกรรม และเป็นกิจกรรมที่ดีด้วย” นางซากีนะกล่าวและว่า ประเพณีและคุณค่าของ "รายอแน” ได้มี"หะดิษหนึ่งกล่าวความว่า ให้ถือศีลอดครบ 1 เดือนในเดือนรอมฎอน และถือศีลอดเพิ่มอีก 6 วันในเดือนเชาวาล เพราะจะได้รับผลบุญเท่ากับถือศีลอด 1 ปี หลังจากนั้นให้มีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ หรือ ในภาษาอาหรับเรียกว่า ซีลาตุลเราะฮีม เพราะในหะดิษกล่าวถึงคุณค่าถึงการปฏิสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง จะทำให้บุคคลนั้นได้รับปัจจัยยังชีพโดยง่าย และที่สำคัญจะได้พ้นจากภัยร้ายทั้งปวง และยังมีหะดิษหนึ่งบอกความว่า ใครที่ต้องการปัจจัยยังชีพโดยง่าย คือ ให้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ” สำหรับวันดังกล่าวนั้น มีกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยการทำอาหารเลี้ยงกัน ซึ่งถือเป็นการบริจาคทาน และมีกิจกรรมที่ต่างกับวันอีดปรกติคือ การเยี่ยมกูโบร์ เป็นกิจกรรมที่ดี เพราะการเยี่ยมกูโบร์เป็นการระลึกถึงการตาย และทำให้ "อีมาน” หรือ "ความศรัทธา” ของเราเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วในขณะที่เยี่ยมกูโบร์นั้น ก็มีการอ่านอัลกุรอาน และรำลึกถึงอัลลอฮฺ และหะดิษหนึ่งได้บอกความว่า "ความดีของผู้ที่ถอนหญ้าในกูโบร์แค่ 1 เส้น จะได้รับผลบุญเท่ากับ 10 เส้ เพราะส่งผลทำให้คนที่เดินผ่านไปมา เห็นกุโบร์ที่สะอาดนั้นก็จะรู้สึกสบายใจ”
 
ข้อมูลจาก : http://psu10725.com/
จำนวนคนอ่าน 256 คน จำนวนคนโหวต 0 คน