ประชาสัมพันธ์ชายแดนใต้
สภาความมั่นคงแห่งชาติ

วันที่ 22 พ.ค. 2555 )

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. ถูกริเริ่มและจัดตั้งโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์จะให้มีการพิจารณางาน ในภารกิจทางด้านการทหารเพื่อการป้องกันประเทศ เป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ มีประสิทธิภาพ และมีการประสานงานซึ่งกันและกัน จึงได้ทรงโปรดเกล้าให้มีสภาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2453 แต่เดิมนั้นยังไม่มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะ แต่เรียกเป็นการทั่วไปว่า "สภาเกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาจักร” โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประธานฯ
 
ต่อมามีการปรับปรุงแก้ไขและเรียกชื่อใหม่ว่า "สภาป้องกันพระราชอาณาจักร” จนหลังการเปลี่ยนแปลการปกครองในปี 2475 ได้มีการจัดระเบียบการป้องกันราชอาณาจักรขึ้นใหม่ สภาป้องกันพระราชอาณาจักรจึงถูกยกเลิกไป
 
ต่อมาได้มีการจัดตั้ง "สภาป้องกันราชอาณาจักร” ขึ้นแทน โดยออกเป็นพระราชบัญญัติชื่อว่า พระราชบัญญัติสภาป้องกันราชอาณาจักร เมื่อ 10 กันยายน 2487 หลังจากนั้นเมื่อ 31 มกราคม 2499 ได้มีพระราชบัญญัติสภาป้องกันราชอาณาจักรออกมาใหม่ ยกเลิกพระราชบัญญัติเดิม และใช้อยู่จนกระทั่งได้มีการการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือ การยกเลิกพระราชบัญญัติสภาป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ. 2499 และประกาศใช้ พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก "สภาป้องกันราชอาณาจักร” เป็น "สภาความมั่นคงแห่งชาติ” จนทุกวันนี้
 
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. ถือว่าเป็นหน่วยงานหลักทางด้านนโยบายความมั่นคงของประเทศที่จะทำหน้าที่การผลิตนโยบายความมั่นคง แนวทางปฏิบัติรวมทั้งประสานงานหน่วยงานความมั่นคงหน่วยต่างๆ ทั้งทหารและพลเรือน นอกจากนั้นยังเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงให้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
 
โดยมีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ หน้าที่แรก มีหน้าที่พิจารณาเสนอแนะคณะรัฐมนตรีในเรื่องนโยบายภายในประเทส นโยบายต่างประเทศ นโยบายทหาร นโยบายเศรษฐกิจ และอื่นๆอันเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติให้สอดคล้องกันเพื่อให้เกิดการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานทั้งด้านความมั่นคงและหน่วยงานปกติเพื่อให้เกิดการดำเนินงานทางยุทธศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จ
 
หน้าที่ที่สอง มีหน้าที่พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ด้วยหน้าที่ให้คำปรึกษาและออกนโยบายความมั่นคง รวมทั้งวางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภาพรวมของประเทศในระยะสั้นถึงยาว ทำให้คณะกรรมการหลักของ สมช.ประกอบด้วย 1. นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2. รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นรองประธาน 3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ 4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ 5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการ 6. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการ 7. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ 8. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นกรรมการ 9. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นเลขานุการและกรรมการ
 
สภาความมั่นคงแห่งชาติถือได้ว่ามีหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงของประเทศมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ทำหน้าที่เพียงตัวกลางการประสานงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น ถ้าต้องการข่าวกรองรูปแบบต่างๆ ก็ต้องขอข้อมูลไปยังหน่วยข่าวกรองเช่น หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ, ตำรวจสันติบาล, หน่วยข่าวของกองทัพ หรือถ้าเรื่องเกี่ยวกับการก่อการร้าย ฝ่ายปฏิบัติการก็จะเป็นหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือเป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการเข้าไปยังพื้นที่
 
นโยบายความมั่นคงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
 
1. นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติจะต้องทำแผนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติออกมาโดยมีระยะเวลา 5 ปี ล่าสุดคือแผนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ 2550 -2554 ซึ่งแผนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เป็นการให้ภาพกว้างของแนวโน้มของความเสี่ยงของภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆที่รัฐจะต้องเผชิญ ซึ่งนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ 2550 – 2554 ได้ให้ความสำคัญของความมั่นคงของประชาชนมากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักการมีส่วนร่วมของประชาชนต่องานด้านความมั่นคงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ความขัดแย้งตามแนวชายแดน การแจ้งเตือนภัย การเตรียมพร้อมรับมือปัญหาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้
 
2. นโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ ต้องยอมรับว่าปัญหาความมั่นคงของไทยที่มีปัญหามีมากที่สุดและยังไม่สามารถหาแนวทางแก้ปัญหาได้คือปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีการปะทะ การลอบก่อวินาศกรรมวางระเบิดและดักยิงเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน แต่เนื่องจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหน่วยงานที่ดูแลโดยเฉพาะอย่างเช่น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า , กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า, ศอ.บต. ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงาน โดยสมช. ยังทำหน้าที่ในการเสนอคณะรัฐมนตรีในการต่ออายุ "ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่
 
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในทุก 3 เดือน 3. นโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับชายแดน เนื่องจากปัญหาความมั่นคงในอดีตที่ผ่านมาจุดเริ่มต้นคือปัญหาตามแนวชายแดนทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เนื่องจากหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากและมีปัญหาแนวเขตพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน บางพื้นที่เป็นพื้นที่กันชนของชนกลุ่มน้อยมาในอดีต ขณะที่บางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางการลำเลียงของผิดกฎหมายการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำให้ชายแดนเป็นพื้นที่ความมั่นคงที่ต้องมีนดยบายที่ชัดเจนเพื่อการจัดการชายแดนได้เหมาะสม โดยพื้นที่ตามชายแดนจะมีกองกำลังทหารดูแลพร้อมกับตำรวจตระเวนชายแดนเป็นหลัก โดยหน้าที่ของสมช.ที่ผ่านมาคือทำแผนยุทธศาสตร์ชายแดนขึ้นเพื่อให้หน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ปฏิบัติเป็นกรอบการทำงาน แม้จะเป็นภาพกว้างๆก็ตาม
 
4. นโยบายและยุทธศาสตร์สันติวิธี จากเอกสารของสมช.ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของสถาณการณ์ของประเทศพบว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้ออกนโยบายการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีขึ้นตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2546
 
5. ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะปละสิทธิบุคคล หรือเรียกง่ายๆก็คือ ปัญหาคนต่างด้าว ทั้งเรื่องแรงงานต่างด้าว ปัญหาเรื่องคนหลบหนีเข้าเมือง ด้วยเหตุที่แรงงานต่างด้าวในเวลานี้ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ซึ่งตามตัวเลขที่มีการจดทะเบียนเป็นแรงงานถูกกฎหมายอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนคาดกันว่ามีอยู่อีกประมาณ 1 ล้านคนหรืออาจมากกว่านั้นซึ่งนับเป็นปัญหาความมั่นคงรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องมีการควบคุมจำนวนและทำให้อยู่ในระบบ ด้วยปัญหาของแรงงานต่างด้าวที่ผ่านมาได้ก่อปัญหาต่างๆมากมายทั้ง โจรกรรม ยาเสพติด ค้าประเวณี สมช. ถือว่าเป็นหน้าที่หลักหน้าที่หนึ่งที่ต้องเข้ามาดูแลและจัดการให้เป็นระบบ เนื่องจากคนกลุ่มนี้นอกจากมองด้วยสายตาของความมั่นคงแล้วยังต้องต้องมองด้วยสายตาสิทธิมนุษยชนที่ต้องเคารพสิทธิของมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ทำให้กรอบการทำงานมีหลายขั้นและหลายรูปแบบเนื่องจากเป้นปัญหาที่ซับซ้อนค่อนข้างมาก
 
6.นโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ สมช. จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแผนรองรับเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระดับชาติที่มีความรุนแรงเช่น สงคราม หรือภัยธรรมชาติที่มีขนาดรุนแรง เพื่อเป็นกรอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือและสามารถเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
 
รายชื่ออดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ 1. พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ (2502-2504) 2. พ.อ.พระยาศรีวิสารวาจา (2505-2511) 3. พล.อ.จิร วิชิตสงคราม (2511-2516) 4. พล.อ.เล็ก แนวมาลี (2516-2517) 5. พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา (2517-2523) 6. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ (2523-2529) 7. นายสุวิทย์ สุทธานุกูล (2529-2534) 8. พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ (2534-2539) 9. พล.อ.บุญศักดิ์ กำแหงฤทธิรงค์ (2539-2541) 10. นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ (2541-2545) 11. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล (2545-2549) 12. นายประกิจ ประจนปัจจนึก (2549-2550) 13. พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ (2550-2551) 14. พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา (2551-2552) 15 นายถวิล เปลี่ยนศรี (2552 – ปัจจุบัน)
 
ที่ผ่านมา สมช. ได้ทำหน้าที่ในด้านการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยมาโดยตลอด โดยมีเลขาธิการสมช. ทั้งฝั่งทหารที่่มาจากภายนอก และพลเรือนที่โตมาจากภายในหน่วยงาน หมุนเวียนขึ้นมา ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเลขาธิการสมช.ขึ้นมาด้วยการเมืองและไปด้วยการเมือง บางช่วง ถ้าผู้ทำหน้าที่หัวเรือของ สมช. สามารถเข้าหาและทำงานกับฝ่ายการเมืองก็สามารถอยู่ได้หลายปี แต่ถ้าทำงานไม่เข้าขาก็พร้อมจะถูกเด้งออกไปได้ทุกเวลา แม้ว่าศักดิ์ศรีของเลขาธิการ สมช.จะอยู่ในระดับเดียวกับปลัดกระทรวงก็ตามที แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเมื่อถูกย้ายจะได้เป็นปลัดกระทรวงเสมอไป
 
ขณะที่งานของ สมช. ในทศวรรษหน้า มีแนวโน้มของภัยคุกคามและความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความยืดหยุ่นในการทำงานจำเป็นต้องมีมากขึ้น การทำงานเพียงแค่ออกนโยบายความมั่นคงอาจไม่เพียงพอ การมีหน่วยงานที่สามารถปฏิบัติงานได้โดยตนเอง สามารถสร้างแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ มีเครื่องมือเครื่องไม้ที่พร้อมสรรพเพื่อรองรับงานด้านความมั่นคงที่จะเปลี่ยนแปลงไปมากในศตวรรษที่ 21 ย่อมทำให้เกิดประสิทธิภาพในการวางนดยบายความมั่งคงได้ดีมากขึ้นในอนาคต
 
ที่มา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
จำนวนคนอ่าน 103 คน จำนวนคนโหวต 0 คน




เดลินิวส์
ไทยรัฐ
ไทยโพสต์
คม ชัด ลึก
มติชน
ข่าวสด
ผู้จัดการ
แนวหน้า
กรุงเทพธุรกิจ
ประชาชาติ
สยามกีฬา

ฐานข้อมูลภัยพิบัติ

Public Relations Office Region 4 Phitsanulok
The Public Relations Department
Office Of The Prime Minister

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4, 119 ถ.เอกาทศรถ ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000
โทร 0-5532-2694 แฟกซ์ 0-5528-0797
พิกัด 16.841248 , 100.265363